Official Update :

ถอดรหัสการลงทุน “ทศวรรษใหม่” ผ่านบทวิจัย “KCMA” (KAsset Capital Market Assumptions) ชี้ “กระจายลงทุนทั่วโลก-เสริมสินทรัพย์ทางเลือก” คือทางรอด !!!

โดย: บลจ.กสิกรไทย


รู้หรือไม่?...การลงทุนใน “ปีม้าไฟ-2026” เป็นปีแห่ง "ความยืดหยุ่นที่ต้องใช้ความระมัดระวัง" (Resilient but Cautious) เต็มไปด้วย “ความท้าทาย” ท่ามกลางความผันผวน


แม้ “เศรษฐกิจโลก” มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ไม่หวือหวา อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยด้านชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดด้านการค้า นโยบายการเงิน และอิทธิพลของ “เทคโนโลยี AI” ที่เริ่มส่งผลต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนอย่างชัดเจนขึ้น


ในขณะเดียวกันก็ยังมี “ความไม่แน่นอนสูง” ที่พร้อมจะเข้ามาเขย่าตลาดการลงทุนเป็นระยะๆ ทำให้ตลาดมีความผันผวนมากกว่าในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์, การกีดกันทางการค้า, ภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น รวมถึงความกังวลในเรื่องฟองสบู่ AI เป็นต้น


การมองตลาดการลงทุนให้ชัด วางกลยุทธ์ได้เหมาะสมเพื่อให้สามารถสร้าง “ผลตอบแทนสม่ำเสมอ” ฝ่าตลาดที่ผันผวนในระยะสั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะยาวจึงเป็นเรื่องสำคัญ


เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนมองเห็นภาพการลงทุนระยะยาวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


ทาง “บลจ.กสิกรไทย” ได้ชวนพันธมิตร “J.P. Morgan Asset Management” มาถอดรหัสการลงทุนผ่านบทวิจัย “KCMA” (KAsset Capital Market Assumptions) ปี2026 เสนอกรอบมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนระยะยาว 10-15 ปี ข้างหน้า ในงานสัมมนา “KCMA 2026” ที่ผ่านมา


ซึ่งอัดแน่นไปด้วยสาระดีๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อยู่มากมาย มีอะไรบ้างนั้นไปติดตามพร้อมๆ กันได้เลย


“KCMA” กรอบเชิงกลยุทธ์การลงทุน “ระยะยาว”...ช่วยผู้ลงทุนบรรลุ “เป้าหมายทางการเงิน” ได้อย่าง “มั่นคง” และ “ยั่งยืน”

โดย “วิน พรหมแพทย์, CFA” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า บลจ.กสิกรไทย นำเสนอบทวิจัย “KCMA” (KAsset Capital Market Assumptions) ประจำปี2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือกับ “J.P. Morgan Asset Management” เพื่อถ่ายทอดกรอบมุมมองและสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนระยะยาว โดยบทวิจัยดังกล่าวจัดทำขึ้นจากความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 คน จาก 4 ทีมบริหารการลงทุนหลักของทั้ง 2 องค์กร ต่อยอดจากกรอบงานวิจัย “Long-Term Capital Market Assumptions” ของ J.P. Morgan Asset Management ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ลงทุนไทย ครอบคลุมการประเมินแนวโน้มผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์มากกว่า 100 ประเภท ในระยะเวลา 10-15 ปีข้างหน้า เพื่อสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจลงทุนระยะยาวอย่างมีระบบ


“บลจ.กสิกรไทย มุ่งยกระดับบทวิจัย ‘KCMA’ (KAsset Capital Market Assumptions) ให้เป็นกรอบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับการวางแผนการลงทุนระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถทำความเข้าใจแนวโน้มผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์ภายใต้สมมติฐานที่เป็นระบบและมีเหตุผลทางวิชาการ รองรับการตัดสินใจลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารความผันผวน สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”


ช่วงที่
 1: 2026 KAsset Capital Market Assumption

คาด “พอร์ตการลงทุนทั่วโลก” ปีนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.4% ต่อปี...ส่วน “ตราสารหนี้” กลับมามีบทบาทมากขึ้น มอง “ค่าเงินดอลลาร์” แนวโน้มอ่อนค่าระยะยาว

เริ่มต้นด้วยภาพการลงทุนทั่วโลก โดย “Raisah Rasid” Global Market Strategist, J.P. Morgan Asset Management กล่าวว่า การวางแผนกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวยังมีความน่าสนใจ โดย “พอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก 60/40” (หุ้นโลก/พันธบัตรสหรัฐฯ) คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปี2026 ประมาณ 6.4% ต่อปี ดีเท่าปี2025 ที่ทำได้ 6.4% ต่อปี ท่ามกลางความผันผวนของการเข้ามาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ “Donald Trump” อย่างไรก็ตามถ้าเพิ่มสินทรัพย์ทางเลือก เข้าไปด้วย 30% คาดการณ์ผลตอบแทนปี2026 จะอยู่ที่ 6.9% ต่อปี เท่ากับปี2025 ที่ 6.9% ต่อปี


โดยธีมหลักการลงทุนของปี2026 ประกอบด้วย 3 ธีมที่สำคัญ ได้แก่ 1) การมาของเศรษฐกิจชาตินิยม (Rising Economic Nationalism) 2) ความเคลื่อนไหวทางการคลังและการลงทุนในทรัพย์สินถาวร (Fiscal Activism and Capex) และ 3) การปรับตัวจากการใช้เทคโนโลยีไปสู่การปรับใช้งานจริง (Tech Adoption to Deployment)


สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจของโลกในช่วง 10 – 15 ปี ข้างหน้า พบว่า สหรัฐฯ โตลดลงเล็กน้อยเหลือ 1.8% ในขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นเป็น 2.5% ฝั่งตลาดเกิดใหม่ (EM) นั้น จีน และ อินเดีย ยังเติบโตได้ดี 3.6% และ 5.9% ตามลำดับ ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.6% และ 4.5% ตามลำดับ


ส่วน “ตราสารหนี้สหรัฐฯ” อัตราผลตอบแทนเริ่มต้นที่สูงขึ้นและเส้นอัตราผลตอบแทนที่ชันขึ้น หมายถึงผลตอบแทนที่มั่นคงจาก “ตราสารหนี้คุณภาพ” คาดปี2026 “พันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี” ให้ผลตอบแทน 4.6% ต่อปี ส่วน IG ให้ผลตอบแทน 5.7% ต่อปี ในขณะที่ High Yield อยู่ที่  6.9% ต่อปี จากความผันผวนของเงินเฟ้อที่คาดไม่ได้ว่าจะปรับตัวลงเมื่อไรนั้น เงินเฟ้อจะลงจากระดับ 5% ไปสู่ 2% เป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลา การมีตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในพอร์ตจึงยังเป็นสิ่งที่จำเป็น


ค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาวยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ เช่น ยูโร, เยน และหยวน ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์ช่วยได้ แต่เงินดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกเพราะไม่มีการควบคุมเงินทุน (Capital Control) ตรงนี้เองที่ยังทำให้เงินหยวนของจีนยังก้าวเข้ามาแทนที่ไม่ได้ เพราะยังมี Capital Control อยู่นั่นเอง”


“เศรษฐกิจไทยโตช้า” กดดันผลตอบแทน “หุ้นไทย-ตราสารหนี้ไทย”...ชู “หุ้นปันผล”
& “หุ้นกู้ IG” เด่นสุด-ส่วน “ค่าเงินบาท” ระยะยาวแนวโน้ม “แข็งค่า”

หันมามองประเทศไทยกันบ้าง “ปณตพล ตัณฑวิเชียร, CFAChief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย ยังคงเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การชะลอตัวของการลงทุน สังคมผู้สูงอายุ และการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตของไทยที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอยู่ที่ 2.1% ต่อปี (เดิม 2.4% ต่อปี) และเงินเฟ้อเฉลี่ย 1.2% (เดิม 1.3%) เราคาดว่าการเติบโตของบริการจากปัจจัยทุน (Capital Service Growth) จะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.0% ต่อปี ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.5% โดยการลงทุนถูกจำกัดจากการลดลงของงบประมาณการคลังที่มีแนวโน้มจะขาดดุลงบประมาณลดลงต่อเนื่อง รวมถึงหนี้ภาครัฐใกล้แตะเพดานที่ 70%


พร้อมทั้งปรับลดประมาณการการเติบโตของ “ผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวม” (TFP) ลง 0.10% มาอยู่ที่ 0.9% ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มที่น่าผิดหวังในด้านความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล การวิจัยและพัฒนา (R&D) และความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของไทยนั่นเอง


“อย่างไรก็ตามหลังได้รัฐบาลใหม่ คงมีนโยบายช่วยพยุงเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นในระยะสั้น การเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ เป็นต้น แต่การใช้นโยบายที่ช่วยในการกระตุ้นในระยะยาวยังไม่คาดว่าจะมีในระยะเวลาอันใกล้นี้” 


สำหรับ “ตราสารหนี้ไทย” นั้น จากเศรษฐกิจที่โตไม่สูง ทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทรงตัวในระดับต่ำเช่นเดียวกับดอกเบี้ยระยะสั้น ปี2025 อยู่ที่ 1.9% คาดปี2026 อยู่ที่ 1.4% ส่วน พันธบัตร 10 ปี ในปี2025 ผลตอบแทน (Yield) อยู่ที่ 2.90% คาดปี2026 ลดลงเหลือ 2.40%


ส่วนภาพ “ตลาดหุ้นกู้ไทย” ในช่วงที่ผ่านมา แม้ผู้ลงทุนจะค่อนข้างกังวลต่อหุ้นกู้กลุ่ม High Yield และ BBB บางราย แต่ในภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นกู้ของไทยส่วนใหญ่จะเป็น “IG” (Investment Grade) เป็นหลัก เป็นเรทติ้ง A 50% และ AA อีก 28% ซึ่งไม่มีปัญหา ในขณะที่ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread) ของกลุ่มหุ้นกู้ที่เป็น IG ก็มีความผันผวนน้อย และหุ้นกู้ IG กลุ่มนี้ยังคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนที่ดี 2.9% ต่อปีได้ เป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ


เรื่อง “ค่าเงินบาท” ในปีที่ผ่านมามีความผันผวนค่อนข้างมากและท้าทายอย่างมากสำหรับการไปลงทุนต่างประเทศ การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วไป แม้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) จะพยายามเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้การแข็งค่าเร็วเกินจนส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์แนวโน้มค่าเงินบาทในช่วง 10 – 15 ปีข้างหน้า พบว่า “ค่าเงินดอลลาร์” มีแนวโน้มอ่อนค่า ส่วนค่าเงินบาท จะมีแนวโน้มแข็งค่าอ่อนๆ เฉลี่ย 1.45% ต่อปี


“ในขณะที่ ตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากความคาดหวังของการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้มีความสามารถในการเติบโต ยังมีลักษณะพึ่งพาผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นหลักเพราะถูกกดดันจากเศรษฐกิจที่โตลดลง อย่างไรก็ตามคาดว่า ‘อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) จะเพิ่มเป็น 73.0% จาก 69.3% ในช่วงทศวรรษหน้า โดยเรามองเห็น อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Yield) ที่แข็งแกร่งในระดับ 5-8% ต่อปี ในกลุ่มธนาคารและกลุ่มพลังงาน โดยคาดว่าผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 – 15 ปี ข้างหน้าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2% ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก เงินปันผลเป็นหลักและถือเป็นจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยอีกด้วย”


“หุ้นสหรัฐฯ” ยังคงโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นในช่วง “ทศวรรษหน้า”...แต่ “ตลาดอื่นๆ” ก็น่าสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แล้ว “หุ้นสหรัฐฯ” ที่เป็นพระเอกมาหลายปีมองไปในอนาคตข้างหน้ายังจะไปต่อหรือพอแค่นี้กันแน่

ทางด้าน Leon Goldfeld” Head of Multi-Asset Solutions, Asia Pacific, J.P. Morgan Asset Management กล่าวว่า แม้การประเมินมูลค่าหุ้นจะดูตึงตัวหรือปรับตัวลดลง แต่ความสามารถในการทำยังคงเติบโตได้ดี ก็เข้ามาช่วยชดเชยได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วง 10 – 15 ปี ที่ผ่านมาหุ้นสหรัฐฯ (S&P500) มี P/E ที่แพงกว่าตลาดอื่นๆ แต่ในช่วง 10 – 15 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่ P/E ของหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลดลง ไม่แพงเหมือนในอดีตและเข้าใกล้กับตลาดอื่นๆ มากขึ้นแต่ก็ยังคงแพงกว่าหุ้นโลก และหุ้นตลาดเกิดใหม่อยู่ดี ในส่วนของการเติบโตของกำไร (Earning Growth) ก็เช่นเดียวกันหุ้นสหรัฐฯ โตสูงกว่าภูมิภาคอื่นค่อนข้างมาก แต่ในอนาคตส่วนต่างของการเติบโตของกำไรนี้จะค่อยๆ ลดลงมา แม้กำไรของหุ้นสหรัฐฯ ยังโตสูงอยู่ แต่กำไรของหุ้นโลก, หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นยุโรปก็ปรับตัวสูงขึ้นกว่าในอดีตทำให้ส่วนต่างค่อยๆ แคบลง


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มของผลตอบแทนรวมที่ทรงตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้าเฉลี่ย 6.7%  ต่อปี ในขณะที่ “หุ้นญี่ปุ่น” ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.8% ต่อปี ส่วน “หุ้นยุโรป” และ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” เท่ากันที่ 7.8% ต่อปี อย่างไรก็ตามไส้ในของผลตอบแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่จะดูดีกว่าเพราะส่วนใหญ่มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง”


ช่วงที่
 2: From Assumptions to Action

ชู “Private Equity” สินทรัพย์ทางเลือกที่ตอบโจทย์...ช่วยเพิ่มผลตอบแทน สร้าง “Regular Income” ได้ทุกภาวะเศรษฐกิจ

โดย “ดร.สุธี โมกขะเวส” กรรมการผู้จัดการ เมืองไทยประกันชีวิต กล่าวว่า สำหรับพอร์ตการลงทุนของประกันมีการวางกรอบเชิงกลยุทธ์ SAA” (Strategic Asset Allocation) เอาไว้เป็น “ตราสารหนี้” 85% และ “หุ้น” 15% ช่วงธันวาคมปีก่อน ทางการเปิดให้ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) ได้ ทั้ง 1) Hedge Fund และ 2) Private Equity ซึ่งมีประโยชน์มากช่วยเพิ่ม Regular Income ได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเราขยับไปลงทุนเริ่มต้นใน Private Equity ก่อนซึ่งก็ได้รับผลตอบแทนที่ดี เพราะพอร์ตประกันนั้นต้องมองเรื่องของผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงให้ได้เป็นสำคัญ ในส่วนของ Hedge Fund ยังไม่ได้ลงทุนต้องรอเกณฑ์ของทางการให้ชัดเจนก่อนอีกครั้ง แต่จริงๆ แล้ว Hedge Fund ก็ไม่ได้น่ากลัว มีหลายกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน


ในส่วนของ “พอร์ตหุ้น” เองนั้น ปัจจุบันยังแบ่งเป็น หุ้นทั่วโลก 50% และ หุ้นไทย 50% อย่างไรก็ตามหากมองภาพในระยะยาวไป 10 – 20 ปี ข้างหน้า คงต้อง Bias ไปยังหุ้นต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตามการผสม Private Equity เข้ามาในพอร์ตช่วยให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีขึ้น (Risk-Adjusted Return)


“ส่วน ทองคำ นั้น แม้สามารถจะลงทุนได้แต่ไม่ได้สนใจเพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้สร้างรายได้ (Income) ไม่มีอัตราผลตอบแทน (Yield) ดังนั้นสินทรัพย์ทางเลือกที่เราลงทุนจะเป็นสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) จริงๆ เช่น การลงทุนใน Private Equity เป็นต้น”


“หุ้นไทย” มีเสน่ห์ขึ้น “รัฐบาล” มีเสถียรภาพ
Upside เปิดโอกาส +20% แนะมีเงินสด 10 – 15% ไว้รอลงทุนช่วง “ตลาดผันผวน”

“ทิวา ชินธาดาพงศ์” (เซียนมี่) นายกสมาคมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า หลังเลือกตั้ง “ตลาดหุ้นไทย” กลับมามีเสน่ห์มากกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา ในมุมบวกทุกๆ ผลการเลือกตั้งกลับไปเทรดถึงเสถียรภาพในการสร้างรัฐบาล วันที่ 4 มิถุนายน 2025 “เกาหลีใต้” เปลี่ยนแปลงผู้นำ 6 เดือนหุ้นขึ้น +50% จาก P/E Relating ที่ปรับขึ้นอย่างเดียวเลย ย้อนไปดูปี2022 กำไรบริษัทไทยอยู่ที่ 95 บาท/หุ้น “หุ้นไทย” ปิดสิ้นปีที่ 1,668 จุด ปีนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไร กำไรบริษัทอยู่ที่ 95 บาท/หุ้น ถ้ารัฐบาลทำอะไรได้ดีกว่าเดิม กำไรบริษัทจะมี upside มี Gap ที่จะปรับขึ้นได้อีกประมาณ 250 จุด ปัจจุบันหุ้นไทย อยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด ซึ่งการที่ หุ้นไทย จะขึ้น +20% จากการปรับ P/E Rerating ขึ้นก็สามารถปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับกำไรบริษัทแต่ประการใด


ปีนี้ “หุ้นไทย” เริ่มดี หลัง “หุ้นอินโดนีเซีย” เจอ Downgrade ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา อีกปัจจัยที่จะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย คือ “หุ้นเกาหลีใต้” ได้ Upgrade สู่หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว (DM) ในอนาคต นั่นจะทำให้มีเงินไหลออกจากเกาหลีใต้มาเข้าไทยเพิ่มเติม เพราะบุคลิกของหุ้นไทย จะใกล้เคียงกับหุ้นเกาหลีใต้ในตลาดเกิดใหม่


จากข้อมูล KCMA ในช่วง 10 -15 ปีข้างหน้า พบว่าผลตอบแทนหุ้นไทยเฉลี่ย 5.2% ต่อปี ในช่วง 10 -15 ปี ข้างหน้า โดยส่วนใหญ่มาจาก “เงินปันผล” นั้น การลงทุนใน “หุ้นปันผล” จึงน่าสนใจได้ปันผลแน่ๆ แล้วค่อยนำปันผลที่ได้รับไปกระจายลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงมากขึ้นหรือโอกาสลงทุนที่ดีกว่าอื่นๆ เป็นต้น ถ้ามีพอร์ตหุ้นปันผล ด้วยปันผลเฉลี่ยปีละ 5% เพียง 14 ปี พอร์ตก็โตเท่าตัวแล้ว


“ทองคำ สำหรับผู้ลงทุนช่วยลดความเสี่ยงในระบบได้บ้าง และควรมีเงินสดบางส่วน 10 – 15% เพื่อรอจังหวะลงทุนในช่วงตลาดมีความผันผวนเช่นนี้”


Asset Allocation” ยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์-แนะผสม “สินทรัพย์ทางเลือก” ในพอร์ตช่วย “ลดความเสี่ยง-เพิ่มผลตอบแทน”...ส่วน “ทองคำ” มีติดพอร์ตประมาณ 5%

ปิดท้ายด้วย “พิศิษฏ์ ไชยพร” ผู้บริหารกองทุน ฝ่ายจัดการกองทุนมัลติแอสเซท บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า  การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ส่วนของหุ้นคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจแบบ "Goldilocks" GDP ยังเติบโตในขณะที่เงินเฟ้อต่ำไม่น่าห่วงมาก ภาษีการค้าไม่กระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตจากปี2025 ที่โต 9% เป็น 14 – 15% ในปี2026 มีการเร่งตัวขึ้น ส่วนตราสารหนี้ และ REIT ยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง โดยชอบตราสารหนี้โลก มากกว่าเพราะมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ลดได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น


สำหรับการจัดสรรน้ำหนักใน “หุ้น ยังมองบวกต่อตลาดที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะผู้นำที่ลงทุนด้านนี้เป็นจำนวนมาก (Capex) รวมถึงการสร้างรายได้จาก AI ได้แก่ สหรัฐฯ, จีน, เกาหลีใต้ และไต้หวัน


ส่วน “สินทรัพย์ทางเลือก” (Alternative Assets) เอามาใช้ช่วยให้ ผลตอบแทนต่อหน่วยความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return) ดีขึ้น ด้วยการผสมสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ 20% ในพอร์ตที่มีสัดส่วนหุ้น 30% และตราสารหนี้ 50% (พอร์ตแบบเดิมมีหุ้น 30%, ตราสารหนี้ 70%) จะช่วยให้ความผันผวนของพอร์ตลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้นชัดเจน


“การปรับขึ้นของราคาทองคำรอบนี้มาจากผู้ลงทุนรายย่อยเป็นหลักที่ผลักดันราคาจาก 2,500 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ สู่ระดับ 5,100 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ไม่ใช่ ธนาคารกลาง แต่ประการใด แม้ธนาคารกลางจะมีการขยับไปถือทองคำแทนถือดอลลาร์เพื่อลดความเสี่ยงก็ตาม แต่ปริมาณการซื้อของธนาคารกลางค่อนข้างคงที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 100 – 150 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ดีมานด์จากฝั่งเครื่องประดับก็ค่อนข้างทรงตัว ปกติแนะนำให้มีทองคำในพอร์ตกัน 5 – 10% แต่เราแนะนำให้มีในพอร์ต 5% บวกลบ


“ตลาดทองคำ” มีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับการโยกย้ายเงินลงทุนจำนวนมาก ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น หากผู้ลงทุนทั่วโลกต้องการเปลี่ยนความมั่งคั่ง (Wealth shift) มาถือครองทองคำเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ปริมาณทองคำที่ต้องใช้อาจจะมากกว่ากำลังการผลิตของเหมืองทองทั่วโลกรวมกันหลายสิบปีถึงจะผลิตออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการ ปริมาณทองคำที่มีอยู่เหนือดินในปัจจุบัน (ซึ่งรวมทั้งทองคำแท่ง, เหรียญ และเครื่องประดับ) มีจำกัดและอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น


“ความต้องการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อยยังคงสนับสนุนราคาทองคำอยู่ แต่ก็ทำให้ราคาทองคำมีความผันผวนที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน”


ท่ามกลางตลาดที่มี “ความผันผวน” และ “ท้าทาย” สำหรับผู้ลงทุนในการสร้างผลตอบแทนนั้น “บลจ.กสิกรไทย” ยังคงแนะนำให้ผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยให้การกระจายการลงทุนไปยัง “สินทรัพย์ต่างประเทศ” และ “สินทรัพย์ทางเลือก” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตและรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาว พร้อมตอบโจทย์การสร้าง “ผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ” ฝ่าทุกภาวะตลาดการลงทุนอีกด้วย


ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน


สนับสนุนโดย บลจ.กสิกรไทย