Official Update :

“บลจ.อเบอร์ดีน” มองบวก “หุ้นไทย” หลังเลือกตั้ง... ให้เป้าปีนี้ 1,504 จุด พร้อมมองยังมี Upside แนะจัดพอร์ตสมดุล “หุ้นเติบโต-หุ้นอิงศก.ในปท.” !!!

Fun of Funds: รู้หรือไม่?...หลังเลือกตั้งมา “หุ้นไทย” พุ่งขึ้นมากว่า +10% นับจากต้นปีบวกแรงกว่า +18.60% ควบทะยานรับปีม้าไฟไปแบบเต็มๆ


ในขณะที่มูลค่าก็ยัง “ไม่แพง” มี Forward 12M P/E 15.37 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 15.61 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 13 ก.พ. 26)


เหตุผลสำคัญมาจากผลการเลือกตั้งที่ “พรรคภูมิใจไทย” ชนะเหนือความคาดหมายสามารถจะจัดตั้งรัฐบาลที่มี “เถียรภาพ” ได้ ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องนโยบายมีแนวโน้มชัดเจน


ทาง “บลจ.อเบอร์ดีน” เองก็มีมุมมองเชิงบวกต่อ “ตลาดหุ้นไทย” ในปีนี้เช่นกัน โดยให้เป้าหมายปีนี้ที่ระดับ 1,504 จุด และ Upside เปิดหากมีการปรับ P/E Rerating ขึ้นไปในอนาคต


โดยมองว่าแนวรับที่ 1,400 จุด น่าจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งของปีนี้ไปแล้วเช่นกัน ยกเว้นกรณีที่คาดไม่ถึงเช่น “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” ตรงนั้นระยะสั้นตลาดอาจปรับลงไปต่ำกว่าได้เช่นกัน


แนวโน้ม “หุ้นไทย” ในปีม้าไฟจะมีทิศทางเป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย


มองบวก “หุ้นไทย” หลังเลือกตั้ง...คาดทะยานแตะ 1,504 จุด พร้อมเปิด “
Upside”   

โดย “ดวงธิดา แซ่แต้” Deputy Head of Thai Equities, Aberdeen Investment – Thailand บอกว่า หลังเลือกตั้ง “พรรคภูมิใจไทย” ชนะได้คะแนน “ทิ้งห่าง” มากขนาดนี้ ทำให้ภาพในประเทศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด การเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุด ใช้เวลามากกว่า 100 วันในการจัดตั้งรัฐบาล แต่รอบนี้คิดว่า “ไม่เกินเดือนพ.ค.” ก็น่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะคะแนนค่อนข้างสูง ความเชื่อมั่นต่อ ตลาดหุ้นไทย ระยะสั้นฟื้นตัว หลังเลือกตั้งผลออกมาชัดเจน โดยมีปัจจัยบวกสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) นโยบายภาครัฐ 2) หุ้นปันผลและการซื้อหุ้นคืน 3) การท่องเที่ยว และ 4) Fund Flow ที่จะผลัก ‘หุ้นไทย’ ทะยานต่อในปีนี้ สู่ระดับ 1,504 จุด ที่กำไรต่อหุ้น (EPS) 94 บาท และสามารถกลับมาเทรดที่ P/E เฉลี่ยที่ 16 เท่า


(ดวงธิดา แซ่แต้)


“การที่ประเทศไทยมี เสถียรภาพทางการเมือง จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดสามารถปรับ P/E Re-rating ขึ้นได้ เพราะ Political Risk Premium ที่ไทยโดนมาตลอดจะลดลงหรือหายไป ซึ่งนั่นจะเป็น Upside ที่เปิดกว้างขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันเราก็มองหุ้นไทย Bullish ค่อนข้างมาก ตัวเลข EPS ที่ 94 บาทนี้รวมทุกอย่างแล้วทั้งนโยบายของภาครัฐต่างๆ ถ้าปรับลด EPS ลง 5% ดัชนีจะอยู่ที่ระดับ 1,429 จุด ดังนั้นมองว่าแนวรับ 1,400 จุดน่าจะแข็งแกร่งสำหรับปีนี้ไปแล้ว ยกเว้นกรณีที่ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อาจทำให้ตลาดปรับลงมากกว่าได้ในระยะสั้น แต่ภาพระยะกลาง-ยาวยังมองว่าท้ายสุดผลการเลือกตั้งใหม่ (ถ้ามี) ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากเดิมแต่ประการใด”


เปิด 4 ธีมโดดเด่น “ปั้นผลตอบแทน”
แนะสร้าง “สมดุล” ให้พอร์ต “หุ้นเติบโต-หุ้นอิงกับเศรษฐกิจในประเทศ

หุ้นไทย” ในระยะสั้นยังมองบวสก แนะนักลงทุนจัดพอร์ตแบบสมดุล ระหว่าง “หุ้นเติบโต” โดยเลือกเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถในการคาดการณ์กำไร และ “หุ้นอิงกับเศรษฐกิจในประเทศ” ที่ได้แรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นคัดเลือกหุ้นรายตัวอย่างพิถีพิถัน โฟกัสหุ้นคุณภาพสูง ที่ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยมี 4 ธีมที่โดดเด่น ประกอบด้วย


1.Domestic Play:
เลือกเฉพาะตัวที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มคอมเมิร์ซ อสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม ขนส่ง ธนาคาร รวมถึง ท่องเที่ยว เพราะมองว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะกลับมา



“ถ้าไปดูตัวเลขนักท่องเที่ยวแต่ละชาติที่กลับเข้าไทยหลังเปิดประเทศ จะเห็นว่า EU, รัสเซีย หรือไต้หวัน กลับมาเกิน 100% ของช่วงก่อน COVID-19 แล้ว แต่ จีน ยังกลับมาแค่ 35% เท่านั้นเอง หลังจีนกับญี่ปุ่นมีปัญหากัน คนจีนก็หันมาเที่ยวไทยและเวียดนามมากขึ้น ถ้าคนจีนกลับมาได้ใกล้ระดับก่อน COVID-19 จะเป็น Upside ต่อนักท่องเที่ยวไทยค่อนข้างมาก และทุก ๆ นักท่องเที่ยวเพิ่ม 1 ล้านคน จะช่วยเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2–0.3% ดังนั้น GDP ปีนี้ก็น่าจะมี Upside จากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”


2.High Yield/ Defensive
: เลือกบริษัทที่มีงบการเงินที่แข็งแกร่ง มีการจ่ายปันผลสูง ได้แก่ กลุ่มแบงก์และสื่อสาร และกลุ่มที่ Defensive ได้แก่กลุ่ม Utilities และ Health Care


3.Interest rate cut: เลือกหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะลดได้อีก 1 ครั้ง ได้แก่กลุ่มสถาบันการเงินและอสังหาริมทรัพย์


4.Selected Exporters: เป็นกลุ่มที่เราทำการบ้านเองเพื่อค้นหาหุ้นที่น่าสนใจและมีโอกาสจะกลับมา Turnaround ได้ เป็นหุ้นในกลุ่มส่งออกพวกอาหารสัตว์และส่งออกยา


“ทั้งนี้ หุ้นขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าในช่วงหลังการเลือกตั้ง ขณะที่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งความคืบหน้าในการอนุมัติงบประมาณ และพัฒนาการด้านนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะชัดเจนและเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากเป็นปัจจัยกำหนดว่าควรเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นไทยในแต่ละช่วงเวลา”


อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอดู “ความชัดเจน” กันอีกครั้ง เพราะความท้าทายสำคัญในระยะถัดไปคือ “การเดินหน้านโยบายให้เกิดผลจริง” เนื่องจากรัฐบาลที่จัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมทำให้ยังคงต้องติดตามแนวโน้มนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าจะเป็นไปตามที่หาเสียงไว้หรือไม่

โต๊ะกองทุน Wealthy Thai