Official Update :

“A-AIRR” การกลับมาของ “U.S. Reshoring”… โอกาสสร้างผลตอบแทนสูง กับ “วัฏจักรการเติบโต” ของอุตสาหกรรมครั้งใหม่ !!!

โดย: บลจ.แอสเซท พลัส


รู้หรือไม่
?...“หุ้นอุตสาหกรรม-สหรัฐ” (S&P 500 Industrials) เป็นกลุ่มที่ยังOutperform” อย่างต่อเนื่อง ปีนี้ปรับตัวขึ้นมาแล้ว +12.91% (S&P500 -0.42%, Nasdaq -2.10%) ย้อนหลัง 1 ปี +30.54% (S&P500 +16.53%, Nasdaq +21.03%) (ที่มา: Bloomberg, as of 3 Mar 2026)


นี่เป็นผลจากนโยบาย American First” ของ Donald Trump” ที่จุดชนวนการลงทุนใหม่มูลค่ากว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ ให้ไหลกลับเข้ามาลงทุนในสหรัฐอีกครั้ง


ทำให้ธีมหุ้น “U.S. Reshoring” (การดึงฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐ) กลายเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนระยะยาวที่เพิ่งเริ่มต้น “วัฏจักรการเติบโต” ครั้งใหม่เท่านั้น


และเป็นเป้าหมายการลงทุนในฐานะ "The Great Rotation" หรือการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ จาก “หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่” (Big Tech) มาสู่ “หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจเก่า” (Old Economy) ที่เน้นการผลิตจริงและโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ


“หุ้นสหรัฐ” จึงยังไม่ไร้เสน่ห์ เพียงแต่ต้องเลือกให้ถูกกลุ่มเท่านั้นเอง และธีม “U.S. Reshoring” คือโอกาสในการลงทุนที่ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาวได้เป็นอย่างดี


จะดีแค่ไหน?...ถ้าคุณมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตครั้งนี้ด้วย


วันนี้ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เมื่อ “บลจ.แอสเซท พลัส” เตรียมนำเสนอ “A-AIRR: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ยูเอส อินดัสเทรียล เรอเนซองส์(กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Industrials จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก) ที่เตรียมเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 5-10  มีนาคม 2569 นี้


การกลับมาของ “โอกาสลงทุน” ครั้งใหม่...ภายใต้ธีม “
U.S. Reshoring”

Make America Great Again” (MAGA) สโลแกนหาเสียงที่ส่งให้ Donald Trump” เข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่47 เป็นสมัยที่2 ได้สำเร็จ และหนึ่งในนั้นคือ นโยบาย American First” ที่จุดชนวนการลงทุนใหม่มูลค่ากว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ ในภาคการผลิต, เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน คิดเป็นประมาณ 30% ของ GDP ให้กลับมาลงทุนในสหรัฐอีกครั้ง (U.S. Reshoring) หลังจากที่สูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจ, การผลิต และอิทธิพลระดับโลกไปในช่วงที่ผ่านมา


โดย Top10 ของบริษัทที่ประกาศจะลงทุนในสหรัฐ ก็มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐรวมอยู่ด้วย เช่น Apple, Meta และ Nvidia เป็นต้น รวมถึงการลงทุนตรงจากประเทศอื่นๆ ด้วย”


จากยุค Offshoring” ที่บริษัทสหรัฐย้ายฐานการผลิตออกไปลงทุนนอกประเทศ ทำให้การผลิตของสหรัฐไม่โต ทรงตัวคงที่ตั้งแต่ปี2000 เป็นต้นมา แต่วันนี้ Reshoring” กำลังดึงโรงงานและฐานการผลิตให้ไหลกลับเข้ามาในสหรัฐอีกครั้ง โดยมี “ภาษีศุลกากร” (Tariff) ที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นจุดเร่งเกมจากOffshoring” สู่Reshoring” นั่นเอง เพราะช่องว่างต้นทุนการผลิตใน “สหรัฐ” และ “จีน” กำลังหายไปทำให้การผลิตนอกประเทศอาจไม่คุ้มค่าอีกต่อไป


“ไม่เพียงเท่านี้ มาตรการจูงใจด้านภาษีในอดีต พร้อมแรงส่งจากมาตรการการคลัง ช่วยกระตุ้นการลงทุนในสหรัฐให้ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะแรงจูงใจทางภาษีผ่าน ‘One Big Beautiful Bill Act’ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 โดยเงินลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา (R&D) สามารถหักภาษีได้เต็มจำนวน 100% ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดบริษัทในสหรัฐให้เพิ่มขึ้น เพิ่มแรงจูงใจการลงทุนด้วยเช่นกัน โดยภาคการผลิตของสหรัฐนั้นเติบโตจากนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูงเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็นสำคัญ เช่น Consumer Electronics, Pharmaceuticals และ Semiconductor เป็นต้น เมื่อความเชื่อมั่นฟื้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะมีการพูดถึง ‘Reshoring’ พุ่งกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน สะท้อนเทรนด์ระยะยาวได้เป็นอย่างดี (ที่มา: Bloomberg, as of 18 Feb 2026)


4 ปัจจัยสนับสนุนธีม “
U.S. Reshoring”…สู่ “วัฏจักรการเติบโต” ครั้งใหม่

จริงๆ แล้วธีม U.S. Reshoring” นั้น มีมาระยะหนึ่งแล้วก่อนการมาของ Donald Trump” ด้วย เพียงแต่การมาของ Donald Trump” เหมือนเป็นตัวเร่งให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้นเอง และใครที่กังวลว่า...เมื่อหมดสมัยของ Donald Trump” แล้ว ธีมนี้จะหายไปด้วยหรือไม่? หรือยังคงต่อเนื่องไปเป็นหนึ่งใน Megatrend” ในระยะยาวได้จริงๆ


ต้องบอกเลยว่าธีม U.S. Reshoring” เป็นแนวโน้มการลงทุนที่มีพื้นฐานรองรับจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ “กระแส” ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ดับไปแต่ประการใด โดยมีปัจจัยสนับสนุน 4 ประการที่สำคัญ ได้แก่

- นโยบายการค้าและกำแพงภาษี (Tariffs): การเพิ่มภาษีนำเข้า (โดยเฉพาะจากจีน) ทำให้ต้นทุนการผลิตนอกสหรัฐสูงขึ้น บีบให้บริษัทต่างๆ ต้องย้ายฐานกลับมาผลิตในประเทศเพื่อรักษามาร์จิ้น



- มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล:
ผลต่อเนื่องจากกฎหมาย “CHIPS Act” และ Inflation Reduction Act” (IRA) รวมถึงกฎหมายจูงใจด้านภาษีนิติบุคคลรอบใหม่ (เช่น One Big Beautiful Act) ช่วยลดภาระภาษีให้บริษัทที่ลงทุนในสหรัฐได้มหาศาล


- Industrial Automation & AI: การนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้ในโรงงานช่วยแก้ปัญหา "ค่าแรงสูง" ในสหรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทาง ‘PwC’ คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ผู้ผลิตจะเพิ่มการใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการหลักจาก 18% เป็น 50%


- ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน: ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้บริษัทระดับโลกยอมจ่าย Premium 10-20% เพื่อแลกกับความรวดเร็วในการส่งสินค้า (Lead time ลดลงจาก 6 สัปดาห์เหลือ 1 สัปดาห์)

(ที่มา: Morgan Stanley & J.P. Morgan: รายงาน Investment Outlook 2026 เรื่องความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสหรัฐ)


“A-AIRR”
โอกาสลงทุนในหุ้นไซส์กลาง-เล็กธีม “U.S. Reshoring”…บริหารจัดการโดย “First Trustบลจ. ผู้นำด้าน “ETF” ระดับโลก

เมื่อความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวกำลังเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริง โดยบริษัททยอยย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐอีกครั้ง (U.S. Reshoring) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็น “ขุมพลัง” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐครั้งใหม่ และนั่นก็ตามมาด้วยโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้คุณพลาดโอกาสการลงทุนครั้งนี้


ทาง “บลจ.แอสเซท พลัส” ได้นำเสนอ “A-AIRR: กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ยูเอส อินดัสเทรียล เรอเนซองส์” (กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Industrials จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก) เป็นกองทุน Passive Fund ที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลาง-เล็ก” ในสหรัฐ ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี Richard Bernstein Advisors American Industrial Renaissance® Index เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงดังกล่าว


ผ่านกองทุนหลัก First Trust RBA American Industrial Renaissance® ETF (AIRR) โดยมี First Trust Advisors L.P. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน (Investment Adviser)


สำหรับ First Trust” นั้น เป็นบลจ. ผู้นำด้าน “ETF” ระดับโลกสัญชาติสหรัฐ มีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านการออกกองทุน ETF แบบที่มีกลยุทธ์เฉพาะตัว (Smart Beta หรือ Active ETF) มากกว่าแค่ทำกองทุนดัชนีทั่วไป นั่นทำให้กองทุนหลักมี “จุดเด่น” ที่สำคัญ ได้แก่

  1. “Pure Play” ในธุรกิจ “Industrial” 90% เน้นบริษัทที่มีรายได้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการขนส่ง เป็นหลัก ส่วนที่เหลืออีกไม่เกิน 10% เป็นกลุ่ม Finance” จะลงทุนในธนาคารที่ตั้งอยู่ในรัฐซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญดั้งเดิมของสหรัฐ

  2. เน้นหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม “ขนาดกลาง-เล็ก” ในสหรัฐ (Mid-Small Cap) โดยหุ้นที่เลือกลงทุนต้องมีคาดการณ์กำไร 12 เดือนข้างหน้าเป็นบวกเท่านั้น

  3. ครอบคลุม 3 Mega Theme ใหญ่ ได้แก่


1)
Industrial Renaissance: เป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐ ครอบคลุมการก่อสร้าง, Supply Chain และ Logistics (เช่น C.H. ROBINSON, STERLING, CORE&MAN)


2) AI & Grid Infrastructure: เป็นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง AI ครอบคลุมระบบภายใน Data Center โครงข่ายและระบบไฟฟ้า (เช่น COMFORT SYSTEM USA, MasTec, IES)


3) Defense & Energy Security: เป็นกลุ่มบริษัทด้านกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่หนุนความมั่นคงแห่งชาติ (เช่น Hunting Ingalls Industries, KRATOS, Argan)


“โดยหุ้นที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) C.H. Robinson Worldwide, Inc.  4.52%, 2) Comfort Systems USA, Inc. 4.05%, 3) MasTec, Inc. 3.82%, 4) Huntington Ingalls Industries, Inc. 3.67% และ 5) Kirby Corporation 3.61% ตามลำดับ” (ที่มา: First Trust, as of 31 Dec 2025)


ส่วนผลตอบแทนของกองทุนหลักสามารถแทรคดัชนีอ้างอิงได้อย่างใกล้ชิด 1Y +39.17% (BM +40.24% ต่อปี), 3Y +31.45% ต่อปี (BM +32.44% ต่อปี), 5Y +26.39% ต่อปี (BM +27.34% ต่อปี), 10Y +22.14% ต่อปี (BM +23.04% ต่อปี) และตั้งแต่จัดตั้งกองทุน +15.70% ต่อปี (BM +16.58% ต่อปี) ตามลำดับ และยังสามารถเอาชนะดัชนี S&P 500® Industrials Index ได้ในทุกช่วงเวลาอีกด้วย (ที่มา: First Trust, as of 30 Jan 2026)


ใครที่คิดว่า “หุ้นสหรัฐ” หมดเสน่ห์ไปแล้ว อาจจะต้องกลับมามองดูกันใหม่อีกครั้ง สำหรับธีม “US-Reshoring” เป็นหนึ่งใน “Megatrend” ที่ไม่ใช่แค่ “กระแสชั่วคราว” แต่เป็น "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” (Structural Shift) ที่มีปัจจัยหนุนทั้งด้านการเมือง เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์อย่างครบถ้วน ที่สำคัญเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น “วัฏจักรการเติบโต” รอบใหม่เท่านั้น ใครที่ไม่อยากพลาดโอกาสลงทุนนี้ วันนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เชื่อว่ากองทุน “A-AIRR” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี


กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Industrials จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุน “โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่  บลจ. แอสเซท พลัส โทร. 0-2672-1111 https://www.assetfund.co.th/home/fundfact-template01.aspx?id=256 หรือตัวแทนขายที่ท่านใช้บริการ