Official Update :

มั่นใจ “หุ้นเอเชีย” ถูกกว่า-กำไรโตดีกว่า ‘สหรัฐ-ยุโรป’…สุดท้าย “ปัจจัยพื้นฐาน” จะดึงเงินไหลกลับ !!!

ย้อนไปในอดีตช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)” เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เหล่าบลจ.ไทยพาเหรดกันจัดตั้งกองทุนไปลงทุนกันอย่างคึกคัก เป็นการเพิ่มทางเลือกกระจายออกจาก “ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)” นั่นเอง


“จุดขายสำคัญ” คือ โอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าตลาดพัฒนาแล้ว เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มที่โตสูงกว่า แม้ความผันผวนในตลาดจะสูงกว่าก็ตาม แต่ก็มาพร้อมกับ “ผลตอบแทนคาดหวัง (Expected Return)” ที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน


แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “ตลาดเกิดใหม่” กับสร้างผลตอบแทนเป็นที่น่า “ผิดหวัง” ในภาพรวมดัชนี ‘MSCI Emerging Markets’ ก็ underperform “ตลาดหุ้นโลก” มาต่อเนื่อง ย้อนหลัง 10 ปี (ณ วันที่ 31 ส.ค. 21) อยู่ที่ 4.85% ต่อปี ในขณะที่ดัชนี ‘MSCI ACWI’ อยู่ที่ 11.27% ต่อปี


อย่างไรก็ตาม “เอเชีย” ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่เองก็ยังได้รับการจับตาและคาดหมายว่าน่าจะเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีสุดในกลุ่มนี้พร้อมกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกเช่นกัน


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอัพเดทกันเช่นเคย



“ยุโรปตะวันออก”...ภูมิภาคที่สร้างผลตอบแทนดีสุดในกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่” ช่วง
8 เดือนแรก

หากพูดถึง “ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM)” นั้น เป็นตลาดที่ประกอบด้วย 4 ภูมิภาค ได้แก่ เอเชีย, ลาตินอเมริกา, ยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง/แอฟริกา ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าในอดีตอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยเองก็มีกองทุนลงครบทั้ง 4 ภูมิภาคนี้ เช่นกัน แต่มีการปิดกองในภูมิภาคตะวันออกกลาง/แอฟริกาไปแล้ว นั่นก็คือ “กองทุนเปิดเค มีน่า หุ้นทุน (K-MENA)” ของ บลจ.กสิกรไทยนั่นเอง


ทำให้ปัจจุบันกองทุนที่ลงทุนใน “ตลาดเกิดใหม่ (EM)” นั้น สามารถแบ่งเป็นประเภทหลักๆ ได้แก่

-กองหุ้นตลาดเกิดใหม่ ที่ลงทุนครอบคลุมตลาดในภาพรวม รวมถึงภูมิภาคย่อยอย่าง ลาตินอเมริกา และยุโรปตะวันออกจะรวมอยู่ในประเภทนี้ รวมถึงกองทุนลูกผสมที่คัดเอาดาวเด่นแต่ละภูมิภาคมาไว้ด้วยกันที่เรียกว่า กลุ่ม BRIC’ (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน) หรือจับ 2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีนและอินเดีย เป็นต้น


-กองหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ก็แยกออกมาเป็นกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง เพราะนักลงทุนใกล้ชิดตลาดและออกไปลงทุนกันมาก


-กองหุ้นที่ไปลงทุนโฟกัสประเทศในตลาดเกิดใหม่ เช่น กองหุ้นจีน, กองหุ้นอินเดีย เป็นต้น





“ในช่วง 8 เดือนแรกที่ผ่านมา กองหุ้นตลาดเกิดใหม่ ก็ผลตอบแทนไม่ดีนักทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 3.04% เช่นเดียวกับ กองหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่ 3.21% ซึ่งยังคงแพ้กลุ่มกองตลาดหุ้นโลกและตลาดพัฒนาแล้วอยู่นั่นเอง”


เราลองมาดูกองทุนที่มี “ผลงานดีสุด” ในแต่ละประเภทกันดูบ้างว่าเป็นยังไง...สำหรับกองทุนที่มีผลงานดีสุดอยู่ในกลุ่มกองทุนที่ลงทุนใน “ยุโรปตะวันออก” ได้แก่ “กองทุนเปิดเคดับบลิวไอ อิเมอร์จิ้ง อีสเทอร์น ยุโรป เอฟไอเอฟ (KWI EE EURO)” ของ บลจ.คิง ไว (เอเชีย)ทำผลตอบแทนได้ 27.02%


ตามมาด้วยภูมิภาค “เอเชีย” ได้แก่ “กองทุนเปิดเค เอเชียน สมอลเลอร์ หุ้นทุน (K-ASIA)ของ บลจ.กสิกรไทยด้วยผลตอบแทน 24.94%


ถัดมาเป็น “ตลาดเกิดใหม่” ในภาพรวม ได้แก่ “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์ (ABGEM)”  ของ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ปทท.)” ทำผลตอบแทนได้ 9.57%


สุดท้ายกองทุนที่ลงทุนใน “ลาตินอเมริกา” ได้แก่ “กองทุนเปิดกรุงศรีลาตินอเมริกาอิควิตี้ (KF-LATAM)ของ บลจ.กรุงศรีด้วยผลตอบแทน 3.04%



ชู “หุ้นเอเชีย” ยังน่าสนใจ...
มั่นใจผลกำไรในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตขึ้น-ดึงเม็ดเงินลงทุนไหลกลับในอนาคต

ด้าน “พฤกษา เอี่ยมธงทอง” Senior Investment Director, Asian Equity บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสท์เม้นท์ จำกัด มองว่า “เอเชีย” ยังเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจแม้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียทั่วทั้งภูมิภาค และในประเทศไทย ความท้าทายเหล่านั้นก็เริ่มควบคุมได้ยากขึ้นเนื่องจากการระบาดครั้งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่า “ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชีย” จะใช้นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นในช่วงนี้ เพื่อสร้างรากฐานให้แก่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้เชื่อว่าอัตราการฉีดวัคซีนจะเพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียในปีหน้าเมื่อมีวัคซีนเข้ามาเพียงพอ ซึ่งจะทำให้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียรวมถึงไทยสามารถกลับมาเริ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดช่องว่างกับประเทศที่พัฒนาแล้วให้แคบลงได้



(พฤกษา เอี่ยมธงทอง)



“แนะนำให้นักลงทุนไทยกระจายการลงทุนหลักทรัพย์ทั้งใน
ตลาดทั่วโลกและ ตลาดเอเชียโดยคาดว่าผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ในเอเชียจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยแรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่สำคัญอื่นๆ จะช่วยป้องกันความผันผวนเชิงลบในช่วงครึ่งหลังของปี21 อีกทั้งนักลงทุนทั่วโลกยังถือครองหุ้นเอเชียอยู่ในระดับต่ำ โดยมีราคาซื้อขายที่ถูกกว่าตลาดพัฒนาแล้ว ในขณะที่บริษัทในเอเชียมีกำไรดีกว่าสหรัฐและยุโรป ที่สำคัญการเติบโตของรายได้ของบริษัทในสหรัฐและยุโรปส่วนใหญ่ก็มาจากเอเชียด้วย ดังนั้นเมื่อสหรัฐถอนมาตรการ QE สภาพคล่องที่ไหลออกไปในช่วงที่ผ่านมาเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ นักลงทุนจะกลับมาเน้นเรื่องของปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น ดังนั้น เงินก็น่าจะไหลกลับเข้ามาในเอเชียได้เช่นกัน”



มอง “นโยบายการเงิน” ที่แตกต่างกัน...ส่งผลต่อความผันผวน “ตลาดเกิดใหม่” ทั้ง
‘ตลาดหุ้น’ & ‘ค่าเงิน’

ในขณะที่ ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มองว่า นโยบายการเงินที่เริ่มแตกต่างตามความรวดเร็วในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจระหว่าง “ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market: DM) และ “ตลาดกำลังพัฒนา (Emerging Market: EM) กำลังส่งผลกระทบต่อความผันผวนในตลาดการเงินโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ EM โดยเฉพาะการส่งสัญญาณจาก “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” ที่จะเริ่มทำ QE tapering ภายในปี 2021 นี้ (คาดว่าจะประกาศรายละเอียดและเริ่มทำในช่วงการประชุมของ FED 2-3 พ.ย.) และการขึ้นดอกเบี้ย (ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในครึ่งแรกปี 2023) ออกจากกัน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรน่าจะเพิ่มขึ้นแบบช้าๆ ซึ่งน่าจะทำให้ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกไม่รุนแรงเท่ากับการทำ E taper ในปี2013



(ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ)



“สำหรับประเทศในกลุ่ม ตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่ฟื้นช้าต้องระวังความผันผวนใน ตลาดหุ้นและ ค่าเงิน บทเรียนจากปี 2013 บ่งชี้ว่าในตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นสหรัฐได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดอื่นทั้งในแง่การปรับตัวลดลงและระยะเวลาฟื้นตัว ตามมาด้วยตลาดหุ้นยุโรป ไต้หวัน เกาหลีใต้ โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเนื่องจากปรับขึ้นไปอย่างมีนัยในช่วงก่อนหน้า แต่ก็สามารถทยอยฟื้นตัวกลับมาได้ ในขณะที่กลุ่มประเทศ ตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน ไทย อินโดนีเซีย บราซิล ตุรกี และแอฟริกาใต้ ได้รับผลกระทบหนักต่อทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และค่าเงิน ซึ่งแม้เสถียรภาพด้านต่างประเทศจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2013 แต่ปัญหาด้านภูมิคุ้มกันของ ตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่อยู่ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำและฟื้นช้าโดยฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจถูกกระทบต่อเนื่องจากสงครามการค้าและ COVID-19



ยังมีมุมมองบวกต่อ “หุ้นสหรัฐ
” & “ยุโรป”…ในขณะที่มีมุมมองลบเล็กน้อยใน ‘หุ้นจีน H-Share’ & ‘หุ้นไทย’

โดยเชื่อในภาวะตลาดผันผวนจะมีโอกาสดีในการเข้ามาสะสม “หุ้นสหรัฐ” และ “ยุโรป” โดยฉพาะหุ้นในกลุ่ม quality growth ที่ยังมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง


“หุ้นญี่ปุ่น” มีมุมมองที่ดีขึ้นจากแนวโน้มการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่, ราคาหุ้นทียังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาด DM อื่น และผลกระทบที่น่าจะจำกัดจาก FED QE taper


“อย่างไรก็ตาม จากความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ภาครัฐที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท ได้ปรับมุมมอง หุ้นจีน H-share’ ลงเป็น slightly negative สำหรับตลาด ‘A-share’ ยังคงมุมมอง Neutral จากนโยบายมุ่งเน้นเติบโตจากภายในประเทศของจีน เช่น นโยบาย dual circulation และ common prosperity 


สำหรับ “หุ้น ASEAN ยังคงชอบ เวียดนาม และปรับมุมมอง ตลาดหุ้นไทย ลงเป็น slightly negative จากความตึงตัวของ valuation และผลกระทบจาก QE tapering ต่อเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ทั้งนี้ยังคงมุมมองต่อ ตลาดพัฒนาแล้ว (DM) และ ‘Asian REITs’ เป็น Neutral โดย DM REITs แม้มีการเปิดเมืองต่อเนื่อง แต่ valuation ค่อนข้างตึงตัว ในขณะที่ Asian REITs แม้ราคาถูกแต่ผลกระทบของสายพันธุ์ Delta มีแนวโน้มยืดเยื้อ”


ใครที่กำลังมองหาโอกาสกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ เชื่อว่า “เอเชีย” หนึ่งในภูมิภาค “ตลาดเกิดใหม่ (EM)” เป็นอีกพิกัดการลงทุนที่ไม่ควรมองข้ามไป แม้ในช่วงที่ผ่านมา ผลงานโดยภาพรวมอาจจะยังตามหลังกลุ่ม “ตลาดพัฒนาแล้ว (DM)” ก็ตามที หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us