“บลจ.กสิกรไทย” แนะใช้ “K-WealthPLUS” เป็น “Core Portfolio” กระจายลงทุนทั่วโลกฝ่า “ตลาดผันผวน”… เล็งเพิ่มน้ำหนัก “หุ้นไทย” ในพอร์ตแตะ 5% !!!
Fun of Funds: ใครว่า “บลจ.ขนาดใหญ่” จะโตแรงไม่ได้...
รู้หรือไม่? ปี2025 ที่ผ่านมานั้น “บลจ.กสิกรไทย” ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมกองทุน ด้วยสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 1.9 ล้านล้านบาท โตขึ้น +10.2% สูงกว่าอุตสาหกรรม และสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ในทุกช่องทางรวมกว่า 153,000 ราย
โดยยังครอง “อันดับ1” ใน “ธุรกิจกองทุนรวม” ไว้อย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าสุทธิธุรกิจกองทุนรวมเพิ่มขึ้น +9.9% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ไหลเข้า +6.8%
กลุ่ม “กองทุน Unhedged” แม้จะออกตัวช้ากว่าบลจ.อื่นในอุตสาหกรรม แต่ก็ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี มี AUM เพิ่มขึ้น +487% ครองส่วนแบ่ง 1 ใน 3
ไม่เพียงเท่านี้ “กองทุนหลัก” ทั้งกลุ่ม “กองหุ้นโลก” และ “กองตราสารหนี้โลก” ก็เติบโตขึ้นจนมีขนาดใหญ่เป็น “อันดับ1” ของอุตสาหกรรมทั้งคู่ ด้วย AUM 6.4 หมื่นล้านบาท และ 4.3 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ยังคงเน้นการเติบโตแบบมีคุณภาพสไตล์ “Trusted Asset Manager” เป็นสำคัญ ซึ่งโอกาสที่ AUM ปีนี้จะโตทะลุ 2 ล้านล้านบาท ก็เป็นไปได้เช่นกัน
ในภาะที่ตลาดการลงทุนมีความผันผวนสูง จาก “สงครามตะวันออกกลาง” เช่นนี้ กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ “Core Portfolio” กระจาลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก จะเป็นทางเลือกช่วยฝ่าตลาดที่ผันผวนได้เป็นอย่างดี
แผนธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.กสิกรไทย” ในปีนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจาก “ผู้บริหารสูงสุด” ขององค์กรแห่งนี้พร้อมกันได้เลย

“บลจ.กสิกรไทย” เน้นโตแบบมีคุณภาพสไตล์ “Trusted Asset Manager”…พร้อมชู “Core Portfolio”กระจายลงทุนทั่วโลกฝ่า “ตลาดผันผวน”
โดย “วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็น “Trusted Asset Manager” ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ายกระดับโซลูชันการลงทุนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก โดยเฉพาะความท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านกองทุนกลุ่ม “K-WealthPLUS Series” พร้อมมุ่งสร้างผลลัพธ์การลงทุนอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น โดยแนะนำให้นักลงทุนใช้เป็น “พอร์ตหลัก” (Core Portfolio) ในการลงทุนซึ่งช่วยรองรับแรงกระแทกเวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้เป็นอย่างดี และในปีนี้ที่มีสงครามเกิดขึ้นก็จะเป็นทางรอดให้กับนักลงทุนได้เช่นกัน

(วิน พรหมแพทย์)
“กองทุนกลุ่ม ‘K-WealthPLUS Series’ ยังคงสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยปี25 มี AUM เพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 84,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 126% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้บริษัทได้ต่อยอดแนวคิด ‘Core Portfolio’ ไปยังสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผ่านกองทุนในกลุ่ม ‘K-WealthPLUS Series’ ให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เลือกลงทุนด้วยเช่นกัน จากในปี24 ที่มีสมาชิกเลือก 9 คน มี AUM 2 ล้านบาท สิ้นปี25 มีสมาชิกเลือกเพิ่มเป็น 8,400 คน AUM กว่า 3,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อแนวทางการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมและการมุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ”
ปัจจุบันลูกค้าถือกองทุนกลุ่มนี้เป็น “Core Portfolio” ประมาณ 10% ก็อยากจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% และตั้งเป้าจะเพิ่ม AUM ของกลุ่ม “K-WealthPLUS Series” ขึ้นเป็น 2 แสนล้านบาท ให้ได้ด้วย เพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเอง
“ขยายการลงทุนของทีมลงทุน” สู่ตลาดโลก...พร้อมนำ “AI” มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในทุกหน่วยงาน
สำหรับทีมการลงทุนของ “บลจ.กสิกรไทย” ไม่ได้จำกัดการลงทุนอยู่แค่ในประเทศไทยอีกต่อไป เพราะโลกการลงทุนมีมากมายและเงินที่บริษัทต้องบริหารก็มีมากมายด้วยเช่นกัน ลำพังสินทรัพย์ในไทยคงไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถในการลงทุนของบริษัทสู่ระดับสากลเป็นการไปลงทุนด้วยตัวเอง ประกอบด้วย
ทีม “ตราสารหนี้”: ดูการลงทุนในตราสารหนี้ 23 ประเทศทั่วโลก
ทีม “หุ้นไทย”: ดูการลงทุนในหุ้นไทย, หุ้นเวียดนาม, REIT-ทั่วโลก
ทีม “Multi Asset”: ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับทาง “J.P. Morgan Asset Management” (JPMAM) ดูการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก, Private Asset
พร้อมกันนี้ยังได้นำ “AI” & “RPA” ซึ่งเป็น Robot มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในทุกหน่วยของบริษัทตั้งแต่ Front Office, Middle Office และ Back Office รวมถึงการปรับการให้บริการสู่ “Digital Service”
รวมถึงบริการลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย “6 E-PVD Services” ได้แก่ E-Username Password, E-Contribution, E-Switching, E-Statement, E-Claim และ E-Payment
“นอกจากนี้ยังมีแผนการลงทุนแบบ ‘Life Path Solution’ ให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลือกอีกด้วย ช่วยให้สมาชิกสามารถวางแผนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดภาวะการตัดสินใจในการปรับพอร์ตด้วยตนเอง พร้อมบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับช่วงอายุและระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณ เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณอย่างยั่งยืน”
“K-WealthPLUS Series” โชว์ผลตอบแทน 1 ปี ชนะค่าเฉลี่ยกลุ่ม…เล็งเพิ่มน้ำหนัก “หุ้นไทย” ในกลุ่มขึ้นเป็น 5%
“วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย บอกว่า กลยุทธ์การจัด “พอร์ตหลัก” (Core Portfolio) บริษัทแนะนำกลุ่มกองทุน “K-WealthPLUS Series” ที่ยึดหลักการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ หุ้น และสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลก โดยร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบลจ.ชั้นนำระดับโลกอย่าง “J.P. Morgan Asset Management” (JPMAM) เพื่อเสริมความมั่นใจและเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาได้ตอกย้ำบทบาทของการเป็น “Core Portfolio” ได้อย่างโดดเด่น จำกัดความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงและพร้อมเติบโตไปในช่วงตลาดขาขึ้น สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนที่ช่วยลดความผันผวนและไม่แกว่งตัวตามสภาวะตลาดโลกในลักษณะที่รุนแรง

(วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์)
“K-WealthPLUS Series มีการกระจายลงทุนทั่วโลกและมีการติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด ช่วยแก้ Pain Poin ให้กับนักลงทุน สามารถปรับพอร์ตได้ทันกับสถานการณ์เป็น “All Weather” ที่ลงทุนได้ทุกสภาวะตลาดปรับพอร์ตได้แบบ “Dynamic” ช่วยลดความผันผวน จำกัดความเสี่ยงขาลง ไม่ให้แกว่งตัวตามสภาวะตลาดโลกในลักษณะที่รุนแรง ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ปีนี้น่าจะมีการปรับน้ำหนัก ‘หุ้นไทย’ ในกองทุนกลุ่มนี้ขึ้นสู่ระดับ 5% ด้วย”

ในปีนี้ที่ตลาดมีความท้าทายและผันผวน อีกทั้งยังมีภาวะสงครามด้วย บริษัทยังมองว่าผลกระทบจะค่อนข้างจำกัด โดยกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ประกอบด้วย
ตราสารหนี้: เน้นพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนระดับ “Investment Grade” (IG) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (AA) ซึ่งเป็น Global Rating ขึ้นไป เพื่อสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับพอร์ตในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน โอกาสการลงทุนในตราสารหนี้จะอยู่ในต่างประเทศ มีโอกาสได้ Capital Gain มากกว่า ในขณะที่ตราสารหนี้ไทยผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ
หุ้น: คัดเลือกบริษัทที่มี “คุณภาพ” และมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ซึ่งมีโอกาสขาดทุนสูงสุด (Drawdown) ที่น้อยกว่าในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ปีนี้ “หุ้นไทย” น่าสนใจขึ้นและมีแพลนจะเพิ่มน้ำหนักในกองทุนกลุ่ม “K-WealthPLUS Series” ขึ้นเป็น 5% เช่นกันหลังจากที่ไม่ได้ให้น้ำหนักมากนักในช่วงที่ผ่านมา โดยมองว่าที่ระดับดัชนี 1,400 จุดหรือต่ำกว่าเป็นระดับที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน
อัตราแลกเปลี่ยน: กองทุนมีการกระจายลงทุนทั่วโลกในเรื่องของค่าเงินอาจจะไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด แต่มีการกระจายเงินลงทุนไปในสกุลเงินอื่นๆ เป็นการกระจายความเสี่ยงไปด้วยเช่นกันส่งเสริมให้ภาพรวมของพอร์ตการลงทุนมีเสถียรภาพมากขึ้น
ทั้งหมดนี้คือก้าวย่างของ “บลจ.กสิกรไทย” ใน “ปีม้าไฟ-2026” นี้ ซึ่งไม่ได้เน้นในเรื่องของเป้าหมาย AUM เป็นตำนัวหากแต่เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพสไตล์ “Trusted Asset Manager” ยึดประโยชน์ผู้ลงทุนเป็นสำคัญ พร้อมชูกองทุนในกลุ่ม “K-WealthPLUS Series” เป็น “Core Portfolio” กระจายลงทุนทั่วโลกฝ่า “ตลาดผันผวน” พร้อมตอบโจทย์สู่เป้าหมายการลงทุนได้ในทุกภาวะตลาดนั่นเอง เมื่อยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมกองทุนขยับ เชื่อว่าจะเป็นที่จับตาของ “บลจ.” ผู้ร่วมธุรกิจอย่างแน่นอน
