ชู “สินทรัพย์ทางเลือก” สร้างกลยุทธ์ “Uncorrelated” ฝ่าตลาดผันผวน... ส่วน “หุ้นไทย” มีโอกาสดีดกลับถ้า “สงครามจบ” ชู “หุ้นปันผลสูง” & “SET50” เด่นสุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: ถ้าไม่อยากปวดหัวกับการลงทุน “การกระจายลงทุน” (Asset Allocation) ด้วยกลยุทธ์ “Uncorrelated” ช่วยคุณได้
เป็นการผสม “สินทรัพย์ทางเลือก” (Alternative Asset) ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์การเงินอื่นหรือมีความสัมพันธ์ต่ำเข้าไปในพอร์ต
สินทรัพย์กลุ่มนี้ไม่อิงภาวะเศรษฐกิจ ลงทุนได้ตลอดเวลา เมื่อผสมเข้ามาในพอร์ต จะช่วยทำให้ “ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง” (Risk Adjusted Return) ดีขึ้น ช่วยฝ่าตลาดผันผวนได้เป็นอย่างดี
เพราะวันนี้ ลำพังเพียงกระจายการลงทุนใน “สินทรัพย์แบบดั้งเดิม” (Traditional Asset) อาจไม่เพียงพอที่จะลดความผันผวนให้พอร์ตการลงทุนของคุณได้อีกต่อไป
แล้ว “หุ้นไทย” ปีนี้ที่เด้งขึ้นมาก่อนสงคราม จะมีโอกาสลุ้นกลับไปทดสอบระดับ 1,500 จุดอีกครั้งหรือไม่
ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญจาก “บลจ.วรรณ” พร้อมๆ กันได้เลย
ชู “สินทรัพย์ทางเลือก” สร้างกลยุทธ์ “Uncorrelated”…ฝ่า “ตลาดผันผวน-ไม่อิงภาวะศก.”…แนะนำมีติดพอร์ต 20 – 25%
โดย “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ บอกว่า ปีนี้ตลาดการเงินเผชิญความเสี่ยงหลายประเด็น ทำให้ “การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ล่าสุดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งเป็นจุดขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกให้ปรับตัวลดลงไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือตราสารหนี้ เป็นต้น ทั้งนี้จะพบว่า “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้การกระจายการลงทุนด้วย “สินทรัพย์ดั้งเดิม” (Traditional Asset) อาจไม่ช่วยลดความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน
ทั้งนี้พบว่า “ค่าความสัมพันธ์” (Correlation) ของ “หุ้น” และ “พันธบัตรสหรัฐ” พลิกกลับมาเป็นบวกหลังวิกฤติ COVID-19 และจะเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันเมื่อเงินเฟ้อและ GDP เร่งตัว

(พจน์ หะริณสุต)
“สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) จึงมีความน่าสนใจเพราะมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์การเงินอื่นๆ ต่ำ หรือไม่มีความสัมพันธ์เลย พร้อมให้ผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอและไม่จำเป็นต้องจับจังหวะในการลงทุน ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risk Adjusted Return) โดยการใช้กลยุทธ์ Uncorrelated เสริมแกร่งให้พอร์ตฝ่าตลาดผันผวนและสร้างเสถียรภาพให้ผลตอบแทนในระยะยาวได้อีกด้วย โดยไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจแต่ประการใด โดยแนะนำให้มีในพอร์ตประมาณ 20 – 25%”
“Litigation Finance” & “Life Settlement”…2 สินทรัพย์ทางเลือกตอบกลยุทธ์ “Uncorrelated”
สำหรับ 2 สินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจ ได้แก่ “Litigation Finance” & “Life Settlement” ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากตลาดที่ผันผวนหรือภาวะเศรษฐกิจแต่ประการใด ไม่มี “Correlation” กับสินทรัพย์การเงินอื่นๆ เหมาะมากสำหรับนำมาผสมในพอร์ตเพื่อสร้างกลยุทธ์ “Uncorrelated” นั่นเอง
1.“การลงทุนในสินทรัพย์ทางกฎหมาย” (Legal Assets) ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก โดยมีขนาดตลาด Legal Assets อยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถลงทุนได้กว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันตลาด Litigation Finance ในปี2025 ตลาดมีขนาดประมาณ 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีแนวโน้มเฉลี่ยประมาณ 11.1% ต่อปี และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 6.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี2037 ขณะที่ตลาดสินทรัพย์ทางกฎหมายขนาดใหญ่ของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยูโรโซน จีน สหราชอาณาจักร และอินเดีย

“ผลตอบแทนมาจากเงินที่ชนะคดีหลังหักค่าทนายแล้วจะแบ่งให้กับลูกค้า 40% และบริษัท 60% ความเสี่ยงหลักเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ อย่างไรก็ตามก็มีการกระจายไปในหลายประเทศทั่วโลกอยู่แล้ว กองทุนแนะนำในกลุ่มนี้ ได้แก่ ONE-LITIGATE1-UI ที่อยู่ระหว่างเสนอขาย IPO วันนี้ - 26 มี.ค. 26”
2.“Life Settlement” ที่เข้าไปลงทุนใน“กรมธรรม์ชีวิต” ตลาดรองในสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่และมีกฎหมายคุ้มครองใน 43 รัฐ ของสหรัฐ ผลตอบแทนของ “Life Settlement” มาจากสินไหมเป็นหลัก โดยบริษัทประกันจะทำการแบ่งเบี้ยประกันที่ได้รับไว้อย่างชัดเจน สำหรับเป็นเงินสำรองเพื่อจ่ายสินไหม เงินลงทุน และเงินรายได้บริษัท ทำให้การลงทุนของบริษัทประกันไม่กระทบกับเงินสำรองที่จ่ายสินไหมโดยตรง ถือเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนมาก มีความสัมพันธ์กับตลาดทางการเงินอื่นๆ ต่ำ กองทุนแนะนำในกลุ่มนี้ ได้แก่ ONE-LIFESET-UI
ถ้าสงครามจบ “หุ้นไทย” มีลุ้นกลับไปทดสอบ 1,500 จุด อีกครั้ง...ชูกลุ่ม “หุ้นปันผลสูง” & “หุ้น SET50” เด่นสุด
สำหรับมุมมอง “ตลาดหุ้นไทย” นั้น “ชัยพฤกษ์ กุลกาญจนาธร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.วรรณ บอกว่า “เศรษฐกิจไทย” มีข้อจำกัดด้านศักยภาพมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตำกว่าเพื่อนบ้าน, ประชากรสูงวัยและวัยทำงานมีน้อย, หนี้ครัวเรือนสูงเป็นข้อจำกัดในการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค และขาดบริษัทเทคโนโลยีที่จะมาสร้างการเติบโตให้กับประเทศ อย่างไรก็ตามก็มีจุดเด่นที่ซ่อนอยู่ทั้งความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจนอกระบบ เป็นห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมกลางน้ำและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก

(ชัยพฤกษ์ กุลกาญจนาธร)
“หากมองมาที่ ‘ตลาดหุ้นไทย’ จะพบว่ายังคงพึ่งพาบริษัทที่เป็น Old Economy นั่นทำให้กำไรบจ.ในระยะยาวต่ำ แต่ก็ถือเป็นตลาดที่โตเต็มที่แล้ว มีสภาพคล่องที่ขับเคลื่อนตลาดที่มีเสถียรภาพและมีโครงสร้างกฎเกณฑ์พัฒนาแล้ว ระบบกำกับดูแลโปร่งใส”
การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยปีนี้จากระดับ 1,300 จุด ขึ้นสู่ระดับ 1,500 จุด ก่อนเกิดสงครามนั้น เป็นการปรับตัวขึ้นในลักษณะ “Cyclical Rebound” มากกว่าจะเป็น “Structural Turning Point” โดยปัจจุบันขับเคลื่อนหลักมาจากมูลค่าที่ถูกและมีการปรับมุมมองที่ดีขึ้นหลังเลือกตั้ง เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในเอเชียรอบใหม่รวมทั้งไทย และการปรับฐานจากจุดต่ำสุด ซึ่งระดับดัชนี 1,500 จุด ก็ถือว่าค่อนข้าง “ตึงตัว” สำหรับตลาดหุ้นไทยเช่นกันเพราะพื้นฐานไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“ทั้งนี้สงครามเป็น Event Risk หากจบได้ ‘หุ้นไทย’ มีโอกาสจะดีดกลับไปได้เช่นกัน โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจเป็น ‘หุ้นปันผลสูง’ อย่าง SETHD เองปันผลเฉลี่ย 5 – 6% อีกกลุ่มคือหุ้นใหญ่ในดัชนี ‘SET50’ ที่จะเป็นเป้าหมายของเงินลงทุนต่างชาตอเมื่อกลับเข้ามาในตลาด ทั้งนี้หากรัฐบาลมีเสถียรภาพสามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ (New Economy) ที่ยกระดับศักยภาพในระยะยาว และกำไรบจ.เพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพไม่ใช่แค่ฟื้นจากฐานต่ำก็อาจทำให้หุ้นไทยพัฒนาจากการฟื้นตัวไปสู่ ‘Turning Point’ ได้เช่นกัน”
ท่ามกลางตลาดการลงทุนที่มีความท้าทายและความผันผวน “การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน กลยุทธ์ “Uncorrelated” ที่ผสมสินทรัพย์ทางเลือกที่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นๆ ต่ำหรือไม่มีเลย จะช่วยทำผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk Adjusted Return) ปรับตัวดีขึ้น ความผันผวนลดลงและลดโอกาสขาทุนหนักสามารถพาฝ่าตลาดที่ผันผวนและสร้างเสถียรภาพให้ผลตอบแทนในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
