“เมษา-ปีมะเมีย” ดักเก็บหุ้น 2 ตลาด “ญี่ปุ่น-ยุโรป”... สะดุ้งสงคราม แต่ “พื้นฐานยังแกร่ง” พร้อมกลับมาทะยานเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย !!!
ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?....“หุ้นญี่ปุ่น” และ “หุ้นยุโรป” ใน “ปีม้าไฟ-2026” ถือว่าปรับตัวลงค่อนข้างหนักรับ "การปรับตัวรับระเบียบโลกใหม่" แต่ถือเป็น 2 ตลาดที่มีพื้นฐานที่ดีและพร้อมจะกลับมาได้ทันทีเมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง
โดยทั้ง 2 ตลาดมีปัจจัยขับเคลื่อนที่ต่างกันชัดเจน สำหรับ “หุ้นญี่ปุ่น” ยังคงเป็น "ดาวเด่น" ในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นแรงส่งหลักที่สำคัญ
แม้สงครามจะทำให้รคาปรับตัวลงมาบ้าง แต่มูลค่าถือว่า “ไม่ถูก” โดยมี Forward 12M PE ที่17.27 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 15.11 เท่า ในขณะที่กำไรบจ.ปีนี้ยังโตดี +12.58%
ส่วน “หุ้นยุโรป” เผชิญความท้าทายมากกว่าเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สูง แต่ก็พร้อมที่จะกลับมาได้เช่นกัน ปัจจุบันราคายัง “ไม่แพง” มี Forward 12M P/E ที่ 14.55 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 14.83 เท่า ในขณะที่กำไรบจ.ยังโตได้ +10.20% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 27 มี.ค. 26)
การที่ 2 ตลาดปรับตัวลงในช่วง “สงคราม” เช่นนี้ จึงน่าสนใจสำหรับการทยอยเข้าลงทุน มุ่งหวังผลในระยะยาวเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงในอนาคตนั่นเอง
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” เมษา-ปีมะเมีย โฟกัส “หุ้นญี่ปุ่น-หุ้นยุโรป” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
“ASP-NGF” โอกาสลงทุน "หุ้นญี่ปุ่น" รับเศรษฐกิจฟื้นตัว
เริ่มกันที่กองทุนแรก “ASP-NGF: กองทุนเปิดแอสเซทพลัสนิปปอนโกรท” ของบลจ.แอสเซท พลัส ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นญี่ปุ่น" ระยะยาวสไตล์ Value Stocks ผ่านกองทุนหลัก ‘Nippon Growth (UCITS) Fund’ ที่บริหารจัดการโดย E.I. Sturdza Strategic Management Limited

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ธ.ค. 25) มีการลงทุนในหุ้นมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
-
Sumitomo Mitsui Financial Group Inc 7.51%
-
ITOCHU Corp 6.36%
-
Mizuho Financial Group Inc 6.22%
-
Mitsubishi UFJ Financial Group Inc 6.11%
-
Penta-Ocean Construction Co Ltd 5.48%
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘ASP-NGF’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -18.15%
“ONE-EUROEQ” ลุย "หุ้นยุโรป" สร้างโอกาสเติบโตระยะยาว
สำหรับกองทุนถัดมาเป็น “ONE-EUROEQ: กองทุนเปิด วรรณ ยูโรเปี้ยน อิควิตี้” ของบลจ.วรรณ ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นยุโรป” ที่มีแนวโน้มการเติบโตในระดับที่น่าสนใจในช่วงระยะเวลา 3 - 5 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวไม่สะท้อนในราคาซื้อขายหุ้นของบริษัทนั้น ผ่านกองทุนหลัก ‘Eleva European Selection Fund Class I (EUR) acc’ ที่บริหารจัดการโดย Lemanik Asset Management S.A.

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 27 ก.พ. 26) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
Financials 23.3%
-
Industrials 22.7%
-
Health Care 16.1%
-
Materials 9.0%
-
Utilities 7.7%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) ASML Holding NV 3.86%, 2) HSBC Holdings PLC 3.34 %, 3) Roche Holding AG 3.31%, 4) Schneider Electric SE 3.25% และ 5) Rolls-Royce Holdings PLC 2.92% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘ONE-EUROEQ’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ –21.08%
“ES-JPNAE-A” คัดเน้นๆ "หุ้นญี่ปุ่น" All Cap คุณภาพดี
มาต่อกันด้วย “ES-JPNAE-A: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Japan Active Equity ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.อีสท์สปริง ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นญี่ปุ่น" All Cap สร้างโอกาสเติบโตเงินลงทุนระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Eastspring Investment - Japan Dynamic Fund Class CJ (acc) – JPY’ ที่บริหารจัดการโดย Eastspring Investments (Luxembourg) S.A.

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 28 ก.พ. 26) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
Industrials 29.6%
-
Consumer discretionary 14.1%
-
Financials 14.1%
-
Materials 13.3%
-
Information technology 9.9%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) SUMCO CORP 4.6%, 2) TOYOTA MOTOR CORPORATION 4.5%, 3) PANASONIC HOLDINGS CORP 4.4%, 4) MIZUHO FINANCIAL GROUP INC 4.3% และ 5) SUMITOMO MITSUI FINANCIAL GROUP INC 4.3% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘ES-JPNAE-A’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -16.78%
“K-EUX” ลุย "หุ้นยุโรป" ไซส์ใหญ่ 50 ตัวแรก
ปิดท้ายกันด้วย “K-EUX: กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นยุโรป” ของบลจ.กสิกรไทย ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นยุโรป” ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี “EURO STOXX 50” ที่ประกอบด้วยหุ้นที่มี มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 50 ตัวแรกในกลุ่มประเทศ Eurozone ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares Core EURO STOXX 50 UCITS ETF (DE)’ ที่บริหารจัดการโดย BlackRock Asset Management Deutschland AG

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 28 ก.พ. 26) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
Financials 25.34%
-
Industrials 21.86%
-
Information Technology 15.99%
-
Consumer Discretionary 10.76%
-
Consumer Staples 5.62%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) ASML HOLDING NV 10.74%, 2) SIEMENS N AG 4.17%, 3) SAP 3.91%, 4) BANCO SANTANDER SA 3.60 และ 5) SCHNEIDER ELECTRIC 3.58% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘K-EUX’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -21.74%
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในช่วง “สงคราม” ในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่ถูกเทขายจากสงคราม เชื่อว่าทั้ง “หุ้นญี่ปุ่น-หุ้นยุโรป” เป็น 2 ตลาดที่มีศักยภาพในระยะยาว ที่น่าสนใจดักเก็บในช่วงที่ตลาดย่อจากความกังวลเรื่องสงครามได้เป็นอย่างดี เมื่อทุกอย่างคลี่คลายนี่เป็น 2 ตลาดที่คาดว่าจะกลับมาปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้งนั่นเอง
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
