“กองทุนสำเร็จรูป” 3 แบบ - 3 สไตล์ จาก “3 บลจ.”…แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
“กองทุนสำเร็จรูป” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในไทยได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลาบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้ใช้เป็นทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น
ซึ่งแต่ละบลจ.ก็จะมีสไตล์การบริหารจัดการพอร์ตด้วยการแบ่งน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตาม “ระดับความเสี่ยง” และ “ผลตอบแทน (คาดหวัง)” ที่จะได้จากการลงทุนในระดับที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ต่ำ ปานกลาง ไปจนถึงสูง
โดยนักลงทุนสามารถเลือกสรรได้ตามความชอบและสไตล์การลงทุนเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่นและตอบโจทย์ความชอบ ตลอดจนเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมี “กองทุนสำเร็จรูป” จาก 3 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มานำเสนอและแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“BMAPS” ลงทุนแบบผสมผสานใน ‘หลากหลายสินทรัพย์’...จัดระดับความเสี่ยงตาม ‘น้ำหนักหุ้น’ 25%, 55% และ 100% ไว้ให้เลือก
โดยบลจ.แรกที่เราจะหยิบขึ้นมานั้นเป็น “บลจ.บัวหลวง” ที่มีกองทุนสำเร็จรูปที่ได้ใช้ชื่อซีรี่ส์ว่า “Bualuang Multi Asset Portfolio Solutions” หรือ “BMAPS” ซึ่งมีจุดเด่นด้วยการลงทุนผสมผสานในสินทรัพย์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ โดยสามารถลงทุนได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“มีทั้งหมดด้วยกัน 3 กองทุน ในลักษณะกองทุนหน่วยลงทุน (Fund of Funds) ที่มีการจัดสรรในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก (Asset Allocation) โดย ‘กองทุน BMAPS’ ได้กำหนดสัดส่วนของสินทรัพย์หลักคือ ‘หุ้น’ เอาไว้ที่ 25%, 55% และ 100% กลายเป็น BMAPS25, BMAPS55 และ BMAPS100 ตามลำดับ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้เลือกตามระดับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองนั่นเอง”
สำหรับรายละเอียดของทั้ง 3 กองทุน ประกอบไปด้วย
-กองแรก “กองทุนเปิดบัวหลวงบีแมพส์ 25” หรือ “BMAPS25” จะลงทุนในตราสารทุนไม่เกิน 25% ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินทางเลือก เช่น กองทุนทองคำ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และตราสารหนี้ เหมาะกับผู้ลงทุนที่ ‘รับความเสี่ยงได้น้อย’

-ถัดมากองที่สองเป็น “กองทุนเปิดบัวหลวงบีแมพส์ 55” หรือ “BMAPS55” จะลงทุนในตราสารทุนไม่เกิน 55% ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์สินทางเลือก เช่น กองทุนทองคำ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และตราสารหนี้ เหมาะกับผู้ลงทุนที่ ‘รับความเสี่ยงได้ปานกลาง’
-และสุดท้าย “กองทุนเปิดบัวหลวงบีแมพส์ 100” หรือ “BMAPS100” เพื่อสร้างโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาวและผู้ลงทุนมีความเข้าใจภาวะการลงทุนในหุ้น กองทุนดังกล่าวจะลงทุนในตราสารทุนได้ถึง 100% ซึ่งเหมาะกับผู้ลงทุนที่ ‘รับความเสี่ยงได้สูง’
กระจายลงทุนไปทั่วโลกกับ “BCAP Global Wealth”...ที่ ‘ลิมิต-สินทรัพย์เสี่ยง’ ไว้ให้เลือก ตั้งแต่ 10% 25% 50% 75% และ 90% ตามใจชอบ
บลจ.ถัดมาที่เราจะนำเสนอเป็น “บลจ.บางกอกแคปปิตอล (บีแคป: BCAP)” ที่มีการเปิดตัวซีรี่ส์กองทุนสำเร็จรูปภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิดบีแคป โกลบอล เวลท์ (BCAP Global Wealth : BCAP GW)” ภายใต้แนวคิดสร้างความมั่งคั่งด้วยการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก “ครบจบในกองเดียว”
“เป็น Series กระจายสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งพอเป็นอย่างนี้การกระจายทำได้มาก จึงลดความเสี่ยงไปได้เยอะกว่ากระจุกลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศเพียงอย่างเดียว โดย BCAP Global Wealth มี ‘สัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงให้เลือก’ ตั้งแต่ 10% 25% 50% 75% และ 90% ตามตัวเลขที่กำกับบนชื่อกองเลย โดยนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะกับตัวเองได้ 5 ระดับผ่าน 5 กองทุน”
กองทุนทั้ง 5 กอง ไล่เรียงไปตามระดับความเสี่ยง ประกอบไปด้วย
-กองทุนแรกเป็น “กองทุนเปิดบีแคป โกลบอล เวลท์ 10” หรือ “BCAP-GW10” จะลงทุนในตราสารทุนและสินทรัพย์ทางเลือกรวมกันไม่เกิน 10% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุน (NAV) เน้นลงทุนสินทรัพย์มั่นคงเป็นหลัก คาดหวังผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากธนาคาร
-ถัดมาเป็น “กองทุนเปิดบีแคป โกลบอล เวลท์ 25” หรือ “BCAP-GW25” จะลงทุนในตราสารทุนและสินทรัพย์ทางเลือกรวมกันไม่เกิน 25% ของ NAV ซึ่งเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว

-อันดับต่อมาเป็น “กองทุนเปิดบีแคป โกลบอล เวลท์ 50” หรือ “BCAP-GW50” จะลงทุนในตราสารทุนและสินทรัพย์ทางเลือก รวมกันไม่เกิน 50% ของ NAV ซึ่งเน้นพอร์ตเติบโต สามารถรับผลขาดทุนได้บ้าง
-ต่อมาเป็น “กองทุนเปิดบีแคป โกลบอล เวลท์ 75” หรือ “BCAP-GW75” จะลงทุนในตราสารทุนและสินทรัพย์ทางเลือก รวมกันไม่เกิน 75% ของ NAV คาดหวังผลตอบแทนสูงและรับขาดทุนได้มากขึ้น
-และกองทุนสุดท้ายคือ “กองทุนเปิดบีแคป โกลบอล เวลท์ 90” หรือ “BCAP-GW90” จะลงทุนในตราสารทุนและสินทรัพย์ทางเลือก รวมกันไม่เกิน 90% ของ NAV สำหรับนักลงทุนที่ไม่กลัวขาดทุน โดยเน้นผลตอบแทนให้สูงที่สุดเป็นหลัก
“3 ดี-All in Fund” ชอบ ‘มั่นคง’ หรือ ‘มั่งคั่ง’ ก็เลือกได้ง่ายๆ...สไตล์ ‘ดี๊ดี’, ‘ดีเว่อร์’ หรือ ‘ดีเริ่ด’
สำหรับบลจ.ท้ายสุดที่เราจะมานำเสนอกันในครั้งนี้เป็น “บลจ.กรุงศรี” ที่มีกองทุนรวมสำเร็จรูปภายใต้ชื่อซีรี่ส์ว่า “3 ดี” เก๋ไก๋เรียบง่ายด้วยชื่อซีรีย์แบบไทยๆ ประกอบไปด้วย ‘ดี๊ดี’, ‘ดีเว่อร์’ และ ‘ดีเริ่ด’ ให้เลือกลงทุนกันเพื่อสร้างพอร์ตให้โตได้ดีดั่งใจในกองทุนเดียวแบบที่เรียกว่า “3 ดี All in Fund”
“โดยซีรีย์นี้มีทั้งหมด 3 กองทุน ซึ่งมีลักษณะการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อจัดการความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี โดยมีการลงทุนทั้งในสินทรัพย์ที่ ‘สร้างความมั่นคง’ และสินทรัพย์ที่ ‘สร้างความมั่งคั่ง’ ซึ่งจะใช้สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่ง ได้แก่ หุ้น, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ /REITs และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเกณฑ์ของแต่ละกองทุน ตั้งแต่ 0-25%, 0-50% และ 0-75% เพื่อให้ผู้ลงทุนได้เลือกให้เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง โดยจะมีการปรับน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะการ์ในขณะนั้นๆ แต่อยู่ภายใต้กรอบที่กำหนดเอาไว้นั่นเอง”
สำหรับ 3 กองทุนนั้น จะต่างกันด้วยสัดส่วนของสินทรัพย์ที่สร้างความมั่นคงและสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่งเป็นสำคัญ ประกอบไปด้วย
-กองทุนแรกเป็น “กองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดี๊ดี” หรือ “KFHAPPY” จะเน้นความมั่นคงมากกว่าผลตอบแทน จะลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ขั้นต่ำ 75%’ โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพที่มีความน่าเชื่อถือสูง และมีการลงทุนในหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ REITs ไม่เกิน 25% ซึ่งกองทุนมีความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 หรือเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง เหมาะกับนักลงทุนที่ ‘ไม่อยากเสี่ยงสูง’

-ถัดมา “กองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเว่อร์” หรือ “KFGOOD” รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น กองทุนจะลงทุนในหุ้น REITs กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในระดับไม่เกิน 50% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
“สำหรับสัดส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มความมั่นคงของเงินลงทุน ซึ่งกองทุนมีความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 หรือเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง”
-สุดท้าย “กองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเริ่ด” หรือ “KFSUPER” เหมาะกับนักลงทุนที่อยากเห็นเงินลงทุนเติบโตตามเป้าหมายได้เร็วขึ้นแม้จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นก็ตาม กองทุนมีนโยบายกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งในส่วนของตราสารหนี้ หุ้นและ REITs โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น REITs กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในระดับไม่เกิน 75% ของ NAV ซึ่งกองทุนมีความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 หรือเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง
“กองทุนสำเร็จรูปจากทั้ง 3 บลจ.นั้น จะมีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแน่นอนว่า ‘ผลตอบแทน (คาดหวัง)’ ที่ได้จากการลงทุนก็จะแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้ลงทุนสามารถเลือกสไตล์การลงทุนได้ตามการรับความเสี่ยงและสินทรัพย์ที่ชอบ ซึ่งการลงทุนใน ‘กองทุนสำเร็จรูป’ ก็ถือเป็นหนึ่งทางเลือกที่ดีอีกหนึ่งทางที่จะช่วยให้การลงทุนของคุณง่ายขึ้น สะดวกขึ้นมากเลยทีเดียว”
