Official Update :

ผลตอบแทน “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” เฉลี่ยโดยรวมยังดี !!!

อยากที่นักลงทุนรู้กันดีว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’ รัฐบาลทั่วโลกได้อัดฉีดเม็ดเงินด้วยนโยบายการเงินการคลัง พร้อมด้วยนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

ซึ่งทำให้สินทรัพย์อย่าง “ตราสารหนี้ทั่วโลก” มียีลด์หรือผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำไปด้วย ส่งผลให้นักลงทุนไม่น้อยเบนเข็มไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นที่ให้ผลตอบแทนระดับที่สูง ในลักษณะของการ ‘Search for Yield’

ซึ่งล่าสุดทาง ‘ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)’ ก็ออกมาคอนเฟิร์มที่จะคงดอกเบี้ยที่ 0.00 – 0.25% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสู่ระดับการจ้างงานเต็มศักยภาพ และเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นเหนือระดับเป้าหมาย 2%

จึงอาจเป็นข้อสงสัยว่าสินทรัพย์อย่าง “ตราสารหนี้ทั่วโลก” ยังน่าสนใจและน่าสนใจลงทุนหรือไม่ในปีหน้านี้?

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงถือโอกาสนำมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ “ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร” รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล จำกัด (BCAP) มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านกัน

“Global Bond” ยังเป็นสิ่งที่ต้องมีติดพอร์ต...หากสถานการณ์ต่างๆ สะดุด

ในช่วงที่ภาพรวมการลงทุน ‘อัตราดอกเบี้ยต่ำ’ ซึ่งมีแนวโน้มต่ำไปอีกสักระยะนั้นการลงทุนใน “Global Bond” หรือ ตราสารหนี้ต่างประเทศก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ตการลงทุนไว้ เพื่อช่วยพยุงพอร์ตการลงทุนในช่วงที่สถานการณ์อย่างยาต้านไวรัส COVID-19 เกิดการสะดุดหรือไม่เป็นไปตามตลาดคาดการณ์

(ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร)

“โดยตราสารหนี้ต่างประเทศในบางประเทศก็ยังให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เช่น พันธบัตรรัฐบาลในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ยังมีผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดีมาก อย่างในรัฐบาลจีนที่อยู่ในระดับ 3-4% ทำให้โอกาสการลงทุนใน ‘Global Bond’ มีอยู่อีกมาก แต่อาจจะต้องมีการคัดเลือกเป็นรายกลุ่มขณะเดียวกันยังมีหุ้นกู้เอกชนต่างประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงอยู่”

แม้ผลตอบแทนติดลบ...หากเทรดด้วยค่าเงินบาทก็ยังมีลุ้น ‘กำไรอัตราแลกเปลี่ยน’

อย่างไรก็การลงทุนหุ้นกู้เอกชนใน “Global Bond” ที่ซื้อขายในช่วงผลตอบแทนติดลบนั้น ไม่ใช่จะได้ผลตอบแทนติดลบเสมอไป เนื่องจากการซื้อขายเป็นค่าบาทนั้น ก็ทำให้เกิด ‘กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน(Hedging Gain)’ ได้เช่นกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตการลงทุน

“สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะยาวยังคาดการณ์ได้ยาก แต่ในช่วงระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนต่อไปได้ เนื่องจากนโยบายการอัดฉีดเงินเข้าตลาดของรัฐบาลทั่วโลกยังคงมีการทำต่อเนื่อง ประกอบกับเศรษฐกิจทั่วโลกก็ยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จึงทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนได้”

ชี้ “ตราสารหนี้เอกชน” น่าสนใจกว่า “พันธบัตรรัฐบาล”...หลังการลงทุนเอกชนยังเป็นไปได้ดี

โดยหากดูเป็นรายกลุ่ม “พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)” หรือตราสารหนี้รัฐบาลดูไม่มีความน่าสนใจนัก แต่สำหรับกลุ่ม “หุ้นกู้บริษัทเอกชน (Corporate Bond)” หรือตราสารหนี้เอกชน ยังมีความน่าสนใจอยู่ เนื่องจากบริษัทเอกชนต่างประเทศมีการลงทุนมากกว่าบริษัทไทยที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้โอกาสหรือประสิทธิภาพการกระจายการลงทุนในหุ้นได้ดีกว่าและสภาพคล่องก็ดีกว่า

“แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงระดับต่ำ จนทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้อยู่ในระดับที่ไม่น่าสนใจนัก แต่หากคัดเลือกเป็นรายกลุ่มรายประเทศแล้ว ก็ยังมีความน่าสนใจเช่นกัน อย่าลืมว่าผลตอบแทนจากตราสารหนี้โลกนั้น นอกจาก ‘ดอกเบี้ย’ แล้ว ก็ยังมาจาก ‘ส่วนต่างมูลค่าเงินลงทุน (Capital Gain/Loss)’ และ ‘(กำไร/ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน’ ดังนั้น ‘ตราสารหนี้’ เองก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีติดพอร์ต โดยเฉพาะไว้ในยามที่เหตุการณ์ต่างๆ เกิดการสะดุดอีกด้วย”