“กองทุน RMF ผสม”...ฟอร์มดีไม่แพ้กองทุนหุ้นล้วน !!!

ในปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกได้ฟื้นตัวกันแทบทั่วหน้า หลังจากได้รับข่าวดีเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ไปจนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ

ทำให้ “กองทุนรวมหุ้น” นั้นมีผลตอบแทนเป็นบวกกันยกแผง แต่ในขณะเดียวกันในช่วงที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้นั้น ในทางกลับกัน “ตราสารหนี้” อย่างพันธบัตรรัฐบาลกลับให้ผลตอบแทนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเป็นอย่างมาก

แต่ด้วยรูปแบบการลงทุนอย่าง “กองทุนผสม” ที่ลงทุนใน ‘Multi Asset’ ที่ผสมผสานสินทรัพย์หลากหลายขึ้นกับนโยบายของแต่ละกองทุนเป็นสำคัญ ก็เป็นทางสายกลางที่ตอบโจทย์นักลงทุนได้อย่างลงตัว

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากถือโอกาสนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลตอบแทนกองทุน Asset Allocation แต่เป็นประเภท “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” เพราะช่วงนี้ก็เป็นช่วงสิ้นปี ผู้อ่านและนักลงทุนก็เริ่มที่จะเฟ้นหากองทุนที่ได้สิทธิ์ทางภาษีมาติดไม้ติดมือกันบ้าง

Top 5 “กอง RMF-ผสม” โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน 4.02-15.79%

สำหรับ “กองทุน RMF-ผสม” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนที่ไม่มีเวลาจัดพอร์ตการลงทุนเองได้เป็นอย่างดี คนไม่ชอบเสี่ยงมาก แต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ กองประเภทนี้ก็ตอบโจทย์ หรือกลุ่มคนที่มองหาโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงเท่ากับหุ้น กองนี้ก็ตอบโจทย์ จึงถือเป็นทางเลือกบน ‘ทางสายกลาง’ ที่ลงตัวเลยทีเดียว

“โดยผลตอบแทนของ ‘กองทุน RMF-ผสม’ จากทั้งหมด 49 กองทุน ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (14 ธันวาคม 63) ได้มีผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ถึง 13 กอง ซึ่งไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่บางกองให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 5 - 6%”

แต่ในวันนี้เราจะพูดถึง 5 กองที่มีผลตอบแทนสูงสุด 5 อันดับแรกว่าจะเป็นกองทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ค่ายไหนบ้าง โดยกองทุนแรกที่มีผลตอบแทนที่สูงที่สุดมาจาก ‘บลจ.กสิกรไทย’ ได้แก่ “กองทุนเปิดเค โกลบอล แอลโลเคชั่น เพื่อการเลี้ยงชีพ (KGARMF)” ด้วยผลตอบแทน 15.79%

“ซึ่ง ‘กองทุน KGARMF’ เป็นกองทุนประเภท Feeder Fund มีนโยบายลงทุนในกองทุน ‘BGF Global Allocation Fund A2 USD​’ ซึ่งเป็นกองทุนหลักเพียงกองเดียว โดยกองทุนหลักมีนโยบายมุ่งลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และตราสารระยะสั้นทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน”

สำหรับการลงทุนขั้นต่ำใน ‘กองทุน KGARMF’ มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปจะอยู่ที่ 500 บาท เช่นเดียวกันกับมูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนก็จะอยู่ที่ 500 บาท ผ่านช่องทางการซื้อขาย K-My Funds​​ ,K-Cyber ,K PLUS,ธนาคารกสิกรไทยและผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่น

ถัดมาอันดับที่สองจาก ‘บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)’ เป็น “กองทุนเปิด ยูโอบี โกลบอล แอลโลเคชั่น เพื่อการเลี้ยงชีพ (UOBGARMF)” ด้วยผลตอบแทน 15.40%

“ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองที่เป็นประเภท Feeder Fund ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนกองทุน ‘BGF Global Allocation Fund (Class A)’ ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนในต่างประเทศทั่วโลกในสภาวการณ์ปกติ”

การจะลงทุนใน ‘กองทุน UOBGARMF’ เป็นกองที่ไม่ได้มีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปไว้ โดยซื้อขายได้ผ่านช่องทางของบริษัทจัดการ ผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน INTERNET บริการผ่านเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ (Mutual fund by phone) และบริการการลงทุนตามแผนการลงทุนอัตโนมัติ (Regular Saving Plan)

ลำดับที่สามกับสี่ จะเป็นของ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ได้แก่ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล เวลท์ พลัส เพื่อการเลี้ยงชีพ(SCBRMGWP)” และ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล เวลท์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMGW)” ด้วยผลตอบแทน 9.12% และ 8.09% ตามลำดับ

ทั้งนี้นโยบายการลงทุนของทั้ง 2 กองดังกล่าวจะมีความคล้ายคลึงกัน โดยจะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศ เช่น กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ต่างประเทศ กองทุนรวมตราสารแห่งทุนต่างประเทศ กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น โดยการกระจายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ

“ซึ่งความแตกของ 2 กองนั้นจะอยู่ที่ ‘สัดส่วนการลงทุน’ ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศที่โดย ‘กองทุน SCBRMGWP’ จะให้น้ำหนักหน่วยลงทุนหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ส่วน ‘กองทุน SCBRMGW’ จะไม่น้อยกว่า 80%”

สำหรับมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำของทั้ง 2 กองจะอยู่ที่ระดับเดียวกัน โดยมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปจะอยู่ที่ 1,000 บาท ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่าน Easy Fund ,ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่บริษัทจัดการแต่งตั้งขึ้น

สุดท้าย “กองทุนเปิดทีเอ็มบี Global Income เพื่อการเลี้ยงชีพ (TMBGINCOMERMF)” จาก ‘บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring)’ ด้วยผลตอบแทน 4.02%

“ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียว คือ กองทุน ‘PIMCO GIS Income Fund ในหน่วยลงทุนชนิด Class I’ โดยนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักนั้น จะกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลก อย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ”

สำหรับมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำอย่างที่นักลงทุนหลายคนจะรู้กันดีว่า ‘บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring)’ เป็นบลจ.ที่คิดริเริ่มมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำที่เพียง 1 บาท ซึ่ง ‘กองทุน TMBGINCOMERMF’ ก็เป็นอีกหนึ่งกองที่ใช้เกณฑ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนช่องทางการซื้อนั้นสามารถทำได้ผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และทุกสาขาทั่วประเทศ ผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่ บลจ.ทหารไทย แต่งตั้ง หรือทางWebsite ของบริษัทจัดการ ที่ www.tmbameastspring.com

“กองทุน RMF-ผสมเอง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนให้ความสนใจพอสมควร เนื่องจากการกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อปิดความเสี่ยงได้ดี และไม่ต้องคัดเลือกกองทุนรวมจากหลากหลายกองในการบาลานซ์พอร์ต แม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่สูงนัก แต่ก็ถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่ประการใด”

Most Viewed
Stock of the Day
KSL แจ้งศาลสั่งเพิกถอนใบ รง.4 โรงงานน้ำตาลสระแก้วบริษัทย่อย ชี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด เดินหน้าอุทธรณ์ ยันดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
SCG ปักหมุด "ASEAN Strategic Partner" ผนึกผู้คน-ธุรกิจ-โอกาส นำทัพภูมิภาคเติบโตตามแนวทาง Inclusive Green Growth
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026” ครั้งที่ 17 ที่หาดใหญ่
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
บลจ. แอสเซท พลัส มองหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อ รับ Earnings Upgrade Fund Flow ต่างชาติกลับ ชูหุ้นปันผลโครงสร้างพื้นฐานเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
บลจ.ยูโอบี นำเสนอโอกาสการลงทุนในตราสารภาครัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารภาครัฐต่างประเทศ USD 6 เดือน 1 IPO 20-26 ส.ค. 2569
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us