แนะ “กระจายการลงทุน” ใน ‘RMF-SSF’…ไม่ลงทุน ‘กระจุกตัว’-เลือกให้ตอบโจทย์ของตัวเอง !!!
หากพูดถึงเรื่อง “ภาษี” ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดๆ ก็ตามแต่จำนวนการเสียภาษีของแต่ละบุคคลก็จะมีความแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับว่าตัวบุคคลจะมีรายรับและการใช้สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษีมากน้อยเพียงใด ดังนั้น หาก “ประหยัดภาษี” ได้ ย่อมเป็นทางเลือกที่ผู้เสียภาษีไม่ควรละเลย เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองไปในตัวตามภาษีที่เซฟเอาไว้ได้
โชคดีที่ในตลาดทุนไทยก็มีเครื่องมือทางการเงินอย่าง “กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (SSF)” และ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” ที่เป็นทางเลือกในการลงทุนที่มี “แต้มต่อ” เป็นประโยชน์ทางภาษีให้มาด้วยสำหรับบุคคลธรรมดา
แต่การจะลงทุนโดยคำนึงถึงแต่ “ประโยชน์ทางภาษี” เป็นตัวนำเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ดีนัก แต่ควรมองในเรื่องของ “ผลตอบแทน” เป็นเป้าหมายหลักแรก โดยมีภาษีเป็นของแถมเพิ่มเติมเข้ามา
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงคำแนะนำหรือแนวทางการลงทุนใน “กองทุน SSF” และ “กองทุน RMF” คู่แฝดรุ่นล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้

“ช่วงอายุ-ความสนใจในผลิตภัณฑ์”...2 ปัจจัยช่วยตัดสินใจลงทุน ‘กอง SSF’ และ ‘RMF’
โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บลจ. ทิสโก้ จำกัด ได้ให้คำแนะนำว่า นักลงทุนที่ยังลังเลการตัดสินใจเลือกลงทุนระหว่าง “กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (SSF)” และ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” นั้น ก็อาจจะใช้ 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวช่วยตัดสินใจได้
อย่างแรก “ช่วงอายุของผู้ลงทุน” เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้เช่นกัน โดยผู้ที่อายุน้อยหรือพึ่งเข้าสู่ช่วงการเริ่มทำงานที่อยากเริ่มต้นการออมเงินก็สามารถใช้ “กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (SSF)” เป็นตัวเลือกได้ เนื่องจากระยะเวลาถือครองหน่วยลงทุน 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ก็อาจตอบโจทย์กว่าในยามที่ผู้ลงทุนต้องจะขายเพื่อนำเงินมาใช้ในยามฉุกเฉิน
“แตกต่างจากกลุ่มผู้ลงทุนที่มีช่วงอายุค่อนข้างสูงหรือราว 45 ปีขึ้นไป ก็อาจจะลงทุนใน ‘กองทุน RMF’ ที่มีกำหนดระยะเวลาการถือครองที่น้อยกว่าหรืออยู่ที่ 5 ปีนับจากวันซื้อครั้งแรก”
.jpg)
(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)
อย่างที่สอง “พิจารณาถึงความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ในตลาด” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ‘กอง SSF’ เป็นกองทุนน้องใหม่ที่พึ่งเข้ามาในตลาดจึงยังมีตัวเลือกให้ไม่มากนักหรือน้อยกว่า ‘กอง RMF’ พอสมควรผู้ลงทุนจึงอาจจะพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่ามีความน่าสนใจใน ‘กองทุน SSF’ หรือ ‘RMF’ รวมไปถึงสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุน
“แต่อย่างไรก็ดีนักลงทุนควรมีการกระจายสัดส่วนการลงทุนไปยังหลากหลายสินทรัพย์ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ ที่อาจศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนมีการเติบโตได้ดีในระยะยาว ผู้ลงทุนจึงไม่ควรกระจุกการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงและเพื่อเป็นตัวช่วยให้เงินออกดอกออกผลได้ในระยะยา”
“ตลาดเวียดนาม”...ทางเลือกสำหรับ ‘กองRMF’ ที่ช่วยสร้างผลตอบแทนระยะยาว
ฟาก “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ได้กล่าวเสริมว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” ที่มีนโยบายการลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ ถือเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่น่าสนใจและเหมาะสมกับการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากรอบการปรับตัวของตลาดหุ้นยังไปได้อีก 5-10ปี

(คมสัน ผลานุสนธิ)
“ส่วน ‘กอง SSF’ ตัวเลือกการลงทุนอาจจะยังไม่มากนักโดยยังมีแค่ ‘ตลาดหุ้นไทย’ และ ‘ตลาดหุ้นจีน’ นักลงทุนก็อาจจะต้องติดตามปัจจัยที่จะมีผลกับตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดระเบียบประเทศ”
จึงทำให้การจะลงทุนใน “ตลาดหุ้นจีน” จะต้องเลือกลงทุนในกองที่มีธีมชัดเจนหรือเป็นกองทุนแบบ Active Fund ที่มีความยืดหยุ่นในการลงทุนและสามารถปรับน้ำหนักการลงทุนได้คล่องแคล่วและรวดเร็ว ซึ่งหากมีธีมการลงทุนที่ถูกต้องก็เชื่อว่าจะมีผลดีต่อการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
“กองทุน SSF และ RMF เป็นกองทุนที่ภาครัฐต้องการให้นักลงทุนต้องการเห็นความสำคัญในการออมเงิน แต่ก็จูงใจด้วย “ประโยชน์ทางภาษี” ถึงแม้ว่าจะมีทางเลือกการลงทุนหรือจำนวนกองทุนให้คัดสรรไม่มากนักโดยเฉพาะ ‘กองทุน SSF’ แต่หากเลือกกลุ่มตลาดที่เหมาะสมหรือถูกต้องก็จะช่วยสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาวไม่แพ้กองทุนทั่วๆ ไปเช่นกัน”
