“สงครามอิหร่าน” ฉุดหุ้นทั่วโลกดิ่ง หวั่น “วิกฤติพลังงาน” “หุ้น EM” หนักสุด มี.ค.เดือนเดียวร่วง -12.6%... ถ้า “ยืดเยื้อ” กระทบตราสารหนี้ “EM-สหรัฐ” มากสุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...ผลตอบแทนของ “ตลาดหุ้น” ส่วนใหญ่ยังเป็น “บวก” ช่วงปลายเดือนก.พ.26 แต่หลัง “สงครามอิหร่าน” เกิดขึ้นวันที่ 28 ก.พ. 26 “หุ้นทุกภูมิภาค” ต่างปรับตัวร่วงลง สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดโลกต่อ “วิกฤตพลังงาน” ได้เป็นอย่างดี


เนื่องจาก “สงครามอิหร่าน” นี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อ “ราคาน้ำมัน” และ “แหล่งพลังงานสำรอง” ทั่วโลก ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป


“ตลาดหุ้น” และ “ตลาดตราสารหนี้” ทั่วโลกซบเซาลงในช่วงสิ้นไตรมาสที่1/26 “สะดุด” ลงไปดื้อๆ จากการคาดการณ์เรื่อง “วิกฤตราคาน้ำมัน” (Oil price shock) ที่จะกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ


“สงครามอิหร่าน” ที่ระเบิดขึ้นในตะวันออกกลางครั้งนี้ ส่งผลต่อทิศทาง “ตลาดโลก” ยังไงบ้าง ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจจาก Morningstar” มาฝากกัน



“สงครามอิหร่าน” กด “หุ้นตลาดเกิดใหม่” เดือนมี.ค. “ดิ่งหนักสุด” -12.6
%...ส่วน “หุ้นสหรัฐ” ลอยตัวผลกระทบน้อยสุด –5.0%

ทาง Morningstar” รายงานผ่าน Q1 2026 Markets Observer” ถึงผลกระทบของ “สงครามอิหร่าน” ที่มีต่อสินทรัพย์ต่างๆ ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรง โดยพลิกจากแดนบวกดิ่งลงสู่แดนลบอย่างหนักหลังจากการปะทุของ “สงครามอิหร่าน” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 26 สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดโลกต่อวิกฤตการณ์ด้านพลังงานและการค้า


“อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์มักจะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเริ่มต้นของสงคราม”


1.สินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง-หุ้นตลาดเกิดใหม่ร่วง: เดือนมี.ค. “หุ้นตลาดเกิดใหม่” (Morningstar Emerging Markets Index) ร่วงลง -12.6% โดยทั่วไป ตลาดเกิดใหม่” (EM) อ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่า “ตลาดพัฒนาแล้ว” (DM) ส่งผลให้ตลาดดิ่งลงรุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด


“อย่างไรก็ตาม หุ้นตลาดเกิดใหม่ นี้ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยพุ่งขึ้นเกือบ +27% แม้ว่าจะมีการเทขายอย่างหนักก็ตาม”



2.“
ยุโรป-เอเชีย” ร่วงรับสงคราม: เดือนมี.ค. “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว-ไม่รวมสหรัฐ” Morningstar Developed Markets ex-US Index) ซึ่งดัชนีมีหุ้นยุโรป-ญี่ปุ่น 3 ใน 4 ปรับตัวลง -9.9% ประเทศพัฒนาแล้วยุโรป-ญี่ปุ่น” ได้รับผลกระทบมากเพราะพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางสัดส่วนสูงส่งผลให้กำไรที่เคยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2025 ต้องหดตัวลงบางส่วนในเดือนมี.ค. เนื่องจาก “ซาอุดีอาระเบีย” และ “อิรัก” เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของ “ยุโรป” ขณะที่ “ญี่ปุ่น” เองก็พึ่งพาน้ำมันจาก “ตะวันออกกลาง” เป็นสัดส่วนที่สูงเช่นกัน ซึ่งน้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz)


3.“สหรัฐ” ผลกระทบน้อย: เดือนมี.ค. “หุ้นสหรัฐ” (Morningstar US Market Index) -5.0% ในทางกลับกัน สหรัฐ” ได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ และตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่แยกตัวออกห่างจากข้อจำกัดด้านอุปทานที่อาจเกิดขึ้น เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้นน่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อกิจกรรมทางธุรกิจและสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของสหรัฐ ก็ถือว่าอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างพร้อมในการรับมือกับความขัดแย้งชั่วคราวในตะวันออกกลางนี้


“แม้ว่า หุ้นสหรัฐ จะมีช่วงขาลง (Drawdown) ที่ไม่รุนแรงนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แต่ผลตอบแทนในรอบปีที่ผ่านมาของตลาดหุ้นสหรัฐ ก็ยังคงตามหลังทั้ง ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว’ (DM) และ ตลาดเกิดใหม่’ (EM) อยู่ดี”


ถ้า “สงครามยืดเยื้อ”...“
Morningstar” คาดกระทบ “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่-สหรัฐ” มากสุด

ส่วนผลกระทบของ “สงครามอิหร่าน” ต่อ “ตลาดตราสารหนี้” นั้น เมื่อมองไปข้างหน้า “ฝ่ายจัดการการลงทุน” ของ Morningstar (Morningstar Investment Management) คาดการณ์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้ 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ดังนี้:

- ฉากทัศน์ที่ 1: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นระยะสั้นและปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่พอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ยังคงรับมือได้


- ฉากทัศน์ที่ 2: การหยุดชะงักที่ยาวนานขึ้นแต่ยังควบคุมได้เป็นบางส่วน สถานการณ์นี้จะเริ่มทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์ (ผู้ชนะ) และสินทรัพย์ที่จะเสียประโยชน์ (ผู้แพ้)



- ฉากทัศน์ที่
3: วิกฤตการณ์ยืดเยื้อที่ฉุดให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง สถานการณ์นี้จะกลายเป็นคนละเรื่องกันเลย โดยอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (Duration) จะกลายเป็นภาระความเสี่ยงทันที, ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Credit Spreads) จะขยายกว้างขึ้น และหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging-market sovereign debt) อาจต้องเผชิญกับการขาดทุนเป็นตัวเลขสองหลัก


“ทั้งนี้ จะพบว่ากรณี สงครามยืดเยื้อ นั้น จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อตราสารหนี้ของ ตลาดเกิดใหม่และ สหรัฐ มากสุด โดยจะมีผลตอบแทนติดลบมากน้อยแตกต่างกันไป”


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์ใดจะเกิดขึ้นก็ตาม “นักลงทุนระยะยาว” ควรเพิกเฉยต่อสัญญาณรบกวน (Noise) ในตลาด และใช้ความผันผวนนี้เป็นโอกาสในการทบทวนสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุน พร้อมทั้ง “ปรับพอร์ต” (Rebalance) ตามความจำเป็น เนื่องจากที่ผ่านมามี “เหตุการณ์ระยะสั้น” เพียงไม่กี่เหตุการณ์เท่านั้นที่สามารถ “สร้างความเสียหาย” ต่อตลาดหุ้นได้อย่างถาวรในระยะยาว แม้ว่าผลกระทบในระยะสั้นจะดูย่ำแย่ก็ตาม

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ไทยติดโผ Rising Star ฐานผลิตโลกยุคใหม่ Verisk ชูศักยภาพรับ AI-Supply Chain ลุ้นดึง FDI หนุนเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us