วันนี้...คุณลงทุน ‘กระจุกตัว’ ในประเทศมากเกินไปหรือเปล่า?

ในอดีตการลงทุนของคนไทยอาจจะถูกจำกัดอยู่แค่เพียง ‘ในประเทศ’ เท่านั้น แต่ปัจจุบันการจะนำเงินออกไปลงทุนใน ‘ต่างประเทศ’ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้

ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงแต่ประการใด ด้วยเครื่องมืออย่าง ‘กองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF)’

แม้แต่การลงทุนใน ‘หุ้นรายตัว’ เอง ปัจจุบันก็สามารถจะเคาะซื้อ ‘หุ้นต่างประเทศ’ ได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยส่วนใหญ่เองรวมถึงนักลงทุนสถาบันก็ตาม ก็ยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศมากกว่าต่างประเทศอยู่นั่นเอง

อาจเพราะความสบายใจ อยู่ใกล้ตลาด และเข้าใจง่ายกว่า สบายใจกว่า หรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม เข้าลักษณะที่เรียกว่า ‘Home Country Bias’

แล้วมันมี ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ อย่างไร วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

............................

ไม่ควรใส่ไข่ทั้งหมด...ไว้ในตะกร้าเดียวกัน

โลกของการลงทุนไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่เพียงใน ‘ประเทศไทย’ แต่ประการใด และมองออกไปนอกประเทศมีโอกาสการลงทุนอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ‘หุ้น’ หรือ ‘ตราสารหนี้’ หรือ ‘สินทรัพย์อื่นๆ’ ก็ตาม เรียกว่าไทยดูเล็กไปถนัดตาเลยทีเดียว

“แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้เฉพาะข้อมูลเพื่อการลงทุนในประเทศของตนเป็นส่วนใหญ่อยู่ดี ดังนั้น ความจริงแล้วจึงเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ทำให้การลงทุนส่วนใหญ่เน้นอยู่ภายในประเทศ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว มีความคุ้นเคยและเข้าถึงได้”

จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุถึง ‘ข้อดี’ ของ Home Country Bias ไว้ 3 ข้อด้วยกัน ได้แก่

-ลดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน : เนื่องจากการไปลงทุนในต่างประเทศเราต้องใช้สกุลเงินของประเทศนั้นๆ เพื่อลงทุน ทำให้เราต้องแลกเปลี่ยนค่าเงินเป็นสกุลเงินในประเทศที่เราออกไปลงทุน และเมื่อเราขายหลักทรัพย์ก็จำเป็นที่จะต้องแลกเงินกลับมาเป็นค่าเงินของเราเองเพื่อเอากลับมาใช้ในประเทศ ทำให้นักลงทุนเจอ ‘ความผันผวนของค่าเงิน’ ได้ ดังนั้น แม้ว่านักลงทุนอาจกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์แต่สุดท้ายก็ขาดทุนจากค่าเงินได้

-ผลประโยชน์ทางภาษี : เนื่องจากบางประเทศให้ประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุนเพื่อกระตุ้นให้เก็บรักษาสินทรัพย์ไว้ในประเทศเท่านั้น เช่น รายได้จากเงินปันผลในหลายๆ ประเทศก็มีข้อกำหนดเรื่องภาษีจากเงินปันผลที่แตกต่างกันไป

-การเชื่อมโยงกันของแต่ละตลาด ทำให้การกระจายการลงทุนไม่ได้ผล : เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจในแต่ละประเทศที่มีการเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นในแต่ละประเทศก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเช่นกัน จนทำให้ความแตกต่างในแต่ละภูมิภาคไม่มีผลต่อการลงทุน ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นในหลายๆ ประเทศมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นสหรัฐ

“ดังนั้น ‘การกระจายการลงทุน’ ออกไปต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งก็ไม่ได้มีความหมายมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกัน นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จำนวนมากมักจะกระจายรายได้ไปในภูมิภาคต่างๆ อยู่แล้ว จึงเท่ากับเป็นการช่วยกระจายการลงทุนให้กับนักลงทุนไปด้วยหากเราลงทุนในบริษัทดังกล่าว”

ในขณะที่ ‘ข้อเสีย’ ของ Home Country Bias ที่สำคัญ คือ

-การพลาดโอกาสการลงทุนในบางอุตสาหกรรม : เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพและขนาดของตลาดหุ้นในแต่ละประเทศด้วย แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกันมากขึ้นก็ตามแต่ก็ไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นในแต่ละประเทศจะมีหลักทรัพย์ให้ซื้อขายได้ครบทุกอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นใน ‘อังกฤษ’ หรือ ‘แอฟริกาใต้’ จะมีหุ้นที่เป็น Tech company หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ให้ซื้อขายได้น้อยกว่าตลาดหุ้นใน ‘สหรัฐ’

“ดังนั้น หากนักลงทุนจำกัดการลงทุนอยู่ในประเทศของตัวเอง ก็อาจทำให้คุณพลาดโอกาสการลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ผ่านมาได้ อย่างเช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั่นเอง”
นอกจากนี้ การลงทุนแต่ในเฉพาะประเทศของตัวเองก็อาจทำให้ไม่สามารถกระจายการลงทุนในอุตสาหกรรมที่หลากหลายได้ อย่างเช่น ในตลาดหุ้น ‘แคนาดา’ ที่ผ่านมาค่อนข้างแย่เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีแต่หุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ

ยกตัวอย่างการลงทุนของ ‘กองทุนบำเหน็จบำนาญ’ ก็มักมีการกระจายการลงทุน โดยเฉพาะในประเทศที่ให้ความสำคัญต่อระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญ จะพบว่าเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญส่วนใหญ่มักจะมีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศจำนวนมาก เนื่องจากเข้าใจถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการกระจายการลงทุนที่ช่วยทำให้ความเสี่ยงจากการลงทุนลดลงนั่นเอง

“หากมองในแง่ Human capital หรือการลงทุนจากการทำงานเพื่อให้ได้รายได้มา ควบคู่กับการลงทุนผ่าน Financial capital หรือการลงทุนผ่านสินทรัพย์ทางการเงิน จะพบว่าโดยทั่วไปแล้วนักลงทุนส่วนใหญ่จะกระจุกการลงทุนทั้ง 2 ชนิดในภูมิภาคเดียวกัน นั่นคือ เรามักจะทำงานหรือถูกจ้างงานจากบริษัทในประเทศตนเอง ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินก็มักจะอยู่ในประเทศเราเองเช่นกัน ดังนั้น หากเศรษฐกิจในประเทศเราตกต่ำก็เป็นไปได้ว่าเราอาจทั้ง ‘ตกงาน’ และ ‘ขาดทุน’ จากสินทรัพย์ที่ลงทุนไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เราจึงไม่ควรใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกันนั่นเอง”

ถึงตรงนี้ ลองสำรวจดูพอร์ตการลงทุนของตัวคุณเองดูอีกครั้งว่า มีสัดส่วนการลงทุน ‘ในประเทศ’ และ ‘ต่างประเทศ’ เป็นอย่างไร ตอบโจทย์การลงทุนของตัวเองได้ดีเพียงพอแล้วหรือยัง? ลองนำเอา ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ เหล่านี้มาพิจารณาประกอบการจัดสรรเงินของตัวเองด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us