รู้หรือไม่ว่า...ตั้งแต่ปี2008 “หุ้นไทย” ติดลบเพียง 6 ปี และไม่เคยติดลบ 2 ปีติดต่อกัน !!!
ปี2020 นี้ถือเป็นอีกปีที่ไม่สู้ดีนักสำหรับ “หุ้นไทย” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ณ วันที่ 26 พ.ย. 20 ตลาดหุ้นไทย (SET) ติดลบ -8.99% เช่นเดียวกับผลตอบแทนรวม (SET TRI) ที่ติดลบอยู่ -6.05%
“กองหุ้นไทย” ที่มีผลตอบแทนเป็น ‘บวก’ มีอยู่ 31 กอง เป็น ‘กองหุ้นใหญ่’ 3 กอง (จาก 93 กอง), ‘กองหุ้นทั่วไป’ มี 15 กอง (จาก 313 กอง) และ ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ อีก 13 กอง (จาก 21 กอง)
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุดจาก 2 กลุ่มกองหุ้นไทยนั้น สามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง 16.68% และ 24.60% ตามลำดับ หรือสามารถชนะตลาดหุ้นไทยโดยรวมได้ถึง 22.73% - 30.65% เลยทีเดียว
ที่สำคัญกว่า...รู้หรือไม่ว่า...กว่า 13 ปี ที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี2008 หุ้นไทย ‘ไม่เคยติดลบกันติดต่อกัน 2 ปี’ แต่ประการใด !!!
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย
ปีนี้มี “กองหุ้นไทย” ที่มีผลงานเป็น‘บวก’ เพียง 31 กองเท่านั้น
ในปี2020 นี้ ใครที่ลงทุนใน “กองหุ้นไทย” ที่มีผลตอบแทนเป็น ‘บวก’ ทั้ง 31 กอง ในปีนี้ ถือว่าโชคดีมากเลยทีเดียว แต่คนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในกองทุนที่มีผลตอบแทน ‘ติดลบ’ ก็ไม่ต้องเสียใจไปแต่ประการใด เพราะการลงทุนในหุ้นต้องมองกันยาวๆ เป็นสำคัญ ระดับ 5 ปี ขึ้นไป
แม้ภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” ปีนี้อาจไม่ดีเท่าไรนัก แต่ใครจะคิดว่ากองทุนที่มีผลงานดีสุดตั้งแต่ต้นปีมายังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้และเอาชนะตลาดหุ้นไทยโดยรวม (SET TRI) 22.73% - 30.65% เลยทีเดียว !!!
“กอง KT-mai” และ “กอง TSF-A” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดปีนี้ 24.60% และ 16.68% ตามลำดับ
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุดในปีนี้ เป็นใครไปไม่ได้ต้องมาจากกลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน ได้แก่ “กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น เอ็ม เอ ไอ (KT-mai)” ของ ‘บลจ.กรุงไทย’ ด้วยผลตอบแทน 24.60%
“กองทุนมีลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่ดีในอนาคตโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน”
สำหรับหุ้นที่กองทุนลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก (ณ วันที่ 31 ต.ค. 20) ประกอบด้วย
1.TACC :บมจ. ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ 9.19%
2.SPVI :บมจ. เอส พีวีไอ 7.98%
3.CHAYO :บมจ. ชโย กรุ๊ป 7.59%
4.ITEL :บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์เทเลคอม 7.25%
5.XO :บมจ. เอ็กโซติค ฟู้ด 7.07%
ส่วนอีกกองที่มีผลงานโดดเด่นมาจากกลุ่ม “กองหุ้นทั่วไป” ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการลงทุนในหุ้นได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเล็ก-กลาง-ใหญ่ หรือสไตล์ไหนก็ตาม ได้แก่ “กองทุนเปิดทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ ชนิดหน่วยลงทุน A (TSF-A)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ ด้วยผลตอบแทน 16.68%
“โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน”
สำหรับหุ้นที่กองทุนลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก (ณ วันที่ 31 ต.ค. 20) ประกอบด้วย
1.MTC :บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล 9.42%
2.KTC :บมจ.บัตรกรุงไทย 9.34%
3.GULF :บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ 9.17%
4.PTTGC :บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด 9.08%
5.CBG :บมจ. คาราบาวกรุ๊ป 8.20%
“แม้เบื้องหลังหุ้นในพอร์ตซึ่งเป็นความสำเร็จของผลงานในปีนี้ของทั้ง 2 กองทุนจะหน้าตาแตกต่างกันไปก็จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันของทั้ง 2 กองทุน คือ การเลือกหุ้นเพื่อลงทุนที่มั่นใจและให้น้ำหนักการลงทุนที่มากในแต่ละตัว เมื่อราคาหุ้นเหล่านี้มา อานิสงส์ก็ตกกับพอร์ตในภาพรวมด้วยนั่นเอง”
ตั้งแต่ปี2008 “หุ้นไทย” ติดลบเพียง 6 ปี และไม่เคยติดลบ 2 ปีติดต่อกัน
แต่ใครที่ผลงาน “กองหุ้นไทย” ที่ลงทุนอยู่ในปีนี้ อาจไม่สู้ดีนัก ก็อย่าเพิ่งเสียกำลังใจไป เพราะการลงทุนในหุ้นเป็นหนังชีวิตต้องมองกันยาวๆ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าตั้งแต่ปี2008 เป็นต้นมา กว่า 13 ปีมานี้ ตลาดหุ้นไทยไม่เคยติดลบติดต่อกันเกิน 2 ปีเลย โดยมีปีที่ติดลบเพียง 6 ปี เท่านั้น ดังนี้
ปี2008 : -47.6%
ปี2011 : -0.7%
ปี2013 : -6.7%
ปี2015 : -14.0%
ปี2018 : -10.8%
ปี2020 : -8.99% (ต้นปี-26 พ.ย. 20)
“ในขณะที่ปีที่เป็นบวกมักบวกติดต่อกัน ได้แก่ ปี2009-2010, ปี2016-2017 ถ้ามองเชิงสถิติปีนี้ติดลบ ปีหน้า2021 ตลาดหุ้นไทยก็ไม่น่าติดลบแล้ว และมีโอกาสสูงที่จะบวกติดต่อกันอีกด้วย ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาก็กำลังสะท้อนภาพในท่วงทำนองเดียวกัน ใครที่พลาดหวังในปีนี้ ปีหน้าก็มีลุ้นและมองกันยาวๆ ‘ตลาดหุ้นไทย’ ก็ยังน่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้อยู่ไม่มากก็น้อยอยู่นั่นเอง”
