“กอง SSF” ต่างประเทศ...พาเหรดขึ้นทำเนียบ Top 5 ผลงานเยี่ยมปีนี้ !!!

สำหรับนักลงทุนสายกองทุน เป็นที่รู้กันดีว่าในปี 62 ที่ผ่านมาสรรพากรได้ประกาศไม่ต่อสิทธิลดหย่อนภาษีจากการซื้อ“กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)”ทำให้เม็ดเงินมหาศาลได้ไหลออกจากกองทุนดังกล่าว เพราะมีนักลงทุนไม่น้อยที่นอกจากจะมีเป้าหมายการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนแล้ว ยังมีเป้าหมายอย่างการ ‘ลดหย่อนภาษี’ ด้วย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อของเก่าไปก็ได้มีของใหม่เข้ามาทดแทนอย่าง“กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)”ที่ได้เปิดโอกาสการลงทุนให้สามารถลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์มากขึ้นหรือทุกประเภท แตกต่างจากกอง LTF ที่มีการกำหนดแนวทางให้ลงทุนได้แค่ในหุ้นไทยเท่านั้น

ในแง่นโยบาย ถือว่าเพิ่มความสนใจขึ้นมาได้พอสมควร เนื่องจากด้วยสินทรัพย์ที่ลงทุนได้หลากหลายมากขึ้น ทำให้สามารถจัดพอร์ตให้ความเสี่ยงการลงทุนน้อยลงได้ และสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้มากขึ้นในยามที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง แม้ว่าจะต้องแลกการกับการถือครองหน่วยลงทุนขั้นต่ำอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งอาจไม่ถูกใจสายเก็งกำไรระยะสั้นนัก

หลังจากเกริ่นนำจนยาวเหยียด...ในวันนี้ทาง‘Wealthy Thai’ได้รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของกอง SSF ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่าด้วยนโยบายที่มีการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์นั้น ได้ทำให้กองดังกล่าวมีทิศทางเป็นเช่นไรบ้างหลังจากจัดตั้งและเริ่มขายไปในวันที่ 1 เมษายน 63

“กองONE-UGG-ASSF” มากับธีมหุ้นเติบโตสูงโดดเด่นทั่วโลก

โดยกองแรกเป็นกองที่มีผลการดำเนินงานสูงที่สุดในกลุ่มหรือเป็นอันดับ 1 นั้นเอง ซึ่งเป็น “กองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล (ONE-UGG-ASSF)”จาก‘บลจ.วรรณ’ที่ให้ผลตอบแทนในช่วง 6 เดือน อยู่ที่35.62%(ณ วันที่ 18 พ.ย.63)

“สำหรับ ‘กอง ONE-UGG-ASSF’ จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน‘Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund’เพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดภูมิภาค อุตสาหกรรม มูลค่าตลาดของหุ้นที่ลงทุน ลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่น (Exceptional growth) โดยมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive advantage) เหนือคู่แข่งในแต่ละอุตสาหกรรม โดยเน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อให้สร้างผลตอบแทนอย่างแท้จริงในระยะเวลา 5 -10 ปี”

การซื้อหน่วยลงทุนมูลค่าอาจจะว่าถือค่อนข้างสูง โดยขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกจะอยู่ที่ 2,000 บาท และมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไปที่ 2,000 บาท โดยการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์หน้าเว็บไซต์ไปจนถึงโมบายแอพฯ อย่าง ONEAM ส่วนช่องทางออฟไลน์ทำรายการผ่าน ผู้สนับสนุนการขาย หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน

“กอง K-CHANGE-SSF” ผลงานแข็งแกร่งกับธีมรักษ์โลก

ถัดมาลำดับที่2“กองทุนเปิดเค พอสซิทีฟ เชนจ์ หุ้นทุน ชนิดเพื่อการออม (K-CHANGE-SSF)”จาก‘บลจ.กสิกรไทย’ด้วยผลตอบแทน29.76%เป็นอีกหนึ่งกองที่ลงทุนกับกองทุนของ‘Baillie Gifford & Co Limited’

“เพียงแต่กองทุนหลักจะเป็น‘Baillie Gifford Positive Change Fund - Class B accumulation (GBP)’ซึ่งนโยบายลงทุนของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ต่อสังคมโดยรวม หรือสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา ความเท่าเทียมทางสังคม คุณภาพของระบบการดูแลสุขภาพ และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยมีการลงทุนแบบกระจุกตัวในหุ้นของบริษัททั่วโลกประมาณ 25-50 หุ้น​”

ซึ่งการซื้อจะหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าว มีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกอยู่ที่ 500 บาท และมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไปอยู่ที่ 500 บาท โดยช่องทางการซื้อขายนั้น จะประกอบไปด้วย K-My Funds​​​,K-Cyber ,​K PLUS​ ,ธนาคารกสิกรไทยและผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่น (ตรวจสอบรายชื่อได้จากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ)​

“กองONE-ALLCHINA-ASSF” ทะยานไปกับการเติบโตของ ‘จีน’

ลำดับที่ 3“กองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล(ONE-ALLCHINA-ASSF)”โชว์ผลตอบแทน20.78%จัดเป็นกองทุนประเภทFund of Fundsโดยนโยบายการลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีน หรือที่ผู้ออกตราสารมีธุรกิจหลักในประเทศจีน ปัจจุบันลงทุนใน

1) UBS (Lux) Equity SICAV – All China (USD) I-A1-accเน้นลงทุนในบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศและนอกประเทศจีน เช่น A-Share H-Share ADR

2) UBS (Lux) Investment SICAV – China A Opportunity (USD) I-A1-accเน้นลงทุนหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจีน (Onshore)

3) UBS (Lux) Equity China Opportunity (USD) I-A1-accเน้นลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนนอก ตลาดหุ้นจีน (Offshore)

“โดยผู้จัดการกองทุนของ บลจ.วรรณ จะปรับน้ำหนักแต่ละกองทุนตามภาวะตลาด และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ (สัดส่วนปัจจุบันประมาณ 93%) ซึ่งการจัดพอร์ตการลงทุนและบริหารแบบ Active Portfolio Management โดยจะมี exposure ในหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เช่น หุ้นA Share, B Share, H Share, Red Chips, P-Chips, S-Chips, ADRเป็นต้น รวมถึงหลักทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนในอนาคต”

สำหรับการซื้อหน่วยลงทุนมูลค่าอาจจะว่าถือค่อนข้างสูงหรืออยู่ในระดับกับกองแรกของบลจ.วรรณ โดยขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกจะอยู่ที่ 2,000 บาท และมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไปที่ 2,000 บาท ในส่วนการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์หน้าเว็บไซต์ไปจนถึงโมบายแอพฯอย่าง ONEAM ส่วนช่องทางออฟไลน์ทำรายการผ่าน ผู้สนับสนุนการขาย หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน

“กอง KFGBRANSSF” ลุยไปกับหุ้นแบรนด์ดังชั้นนำทั่วโลก

ลำดับที่ 4 จาก‘บลจ.กรุงศรี’หรือ“กองทุนกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้ปันผลเพื่อการออม (KFGBRANSSF)”ด้วยผลตอบแทน13.87%

“โดยกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Morgan Stanley Investment Funds - Global Brands Fund, Class ZX’ ซึ่งเป็นกองทุนหลัก โดยนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทต่างๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ซึ่งประสบผลสำเร็จหรือมีชื่อเสียงใน Brand โดยพิจารณาจาก Intangible Assets เช่น การมีเครื่องหมายการค้าเป็นที่รู้จักทั่วโลก การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า หรือกลวิธีการจัดจำหน่าย เป็นต้น”

ซึ่งการซื้อหน่วยลงทุนขั้นต่ำในครั้งแรกและครั้งถัดไปของกองทุนดังกล่าวจะอยู่ที่ 500 บาท ในส่วนของช่องทางการทำรายการสามารถทำได้ผ่านบลจ.กรุงศรี,Online Serviceและตัวแทนสนับสนุนการขาย

“กอง K-GINCOME-SSF” ลงทุนแบบผสมพร้อมเติบโตได้ทุกสภาวะการลงทุน

สุดท้าย“กองทุนเปิดเค โกลบอล อินคัม ชนิดเพื่อการออม (K-GINCOME-SSF)”จาก‘บลจ.กสิกรไทย’เป็นกองทุนผสม ด้วยผลตอบแทน13.19%

“เป็นกองทุนที่จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน‘JPMorgan Investment Funds – Global Income Fund, Class A (mth)-EUR​’ซึ่งเป็นกองทุนหลัก ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งหนี้ ตราสารแห่งทุน และหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ทั่วโลก โดยเน้นลงทุนในตราสารที่มีการจ่ายผลตอบแทนสูง ทั้งในรูปดอกเบี้ยหรือ เงินปันผล เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ทั่วโลกเพื่อการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว”

ซึ่งการซื้อจะหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าว จะใกล้เคียงกับกองทุนก่อนหน้าของบลจ.กสิกรไทย โดยมีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกอยู่ที่ 500 บาท และมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไปอยู่ที่ 500 บาท โดยช่องทางการซื้อขายนั้น จะประกอบไปด้วย K-My Funds​​​,K-Cyber ,​K PLUS​ ,ธนาคารกสิกรไทยและผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่น(ตรวจสอบรายชื่อได้จากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ)​

“ผลการดำเนินกองทุน SSF ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจพอสมควร แม้ว่าจะเป็นกองทุนที่ได้สิทธิพิเศษลดหย่อนทางภาษี แต่ด้วยนโยบายแต่ละกองทุน ที่ได้รับการปลดล็อกให้สามารถลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทำให้ผลตอบแทนดูน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งทางเราหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ที่สนใจได้ไม่มากก็น้อย”

Most Viewed
Stock of the Day
KSL แจ้งศาลสั่งเพิกถอนใบ รง.4 โรงงานน้ำตาลสระแก้วบริษัทย่อย ชี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด เดินหน้าอุทธรณ์ ยันดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
SCG ปักหมุด "ASEAN Strategic Partner" ผนึกผู้คน-ธุรกิจ-โอกาส นำทัพภูมิภาคเติบโตตามแนวทาง Inclusive Green Growth
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026” ครั้งที่ 17 ที่หาดใหญ่
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
บลจ. แอสเซท พลัส มองหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อ รับ Earnings Upgrade Fund Flow ต่างชาติกลับ ชูหุ้นปันผลโครงสร้างพื้นฐานเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
บลจ.ยูโอบี นำเสนอโอกาสการลงทุนในตราสารภาครัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารภาครัฐต่างประเทศ USD 6 เดือน 1 IPO 20-26 ส.ค. 2569
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us