“เขย่าพอร์ต” ให้เข้าที่...รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ ‘แตกต่างกัน’ !!!

ระยะเวลาในปี 64 ก็ได้ผ่านไปกว่า 9 เดือน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีหรือในไตรมาส 4/64 ทำให้นักลงทุนไม่น้อยก็อาจจะกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดการเงินอยู่


หรือนักลงทุนที่มีการลงทุนในพอร์ตอยู่ ก็อาจจะอยากปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าหรือมีความเสถียรภาพที่มากกว่า


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอนำเสนอมุมมองการจัดพอร์ตการลงทุนที่น่าสนใจจากChief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์” ถึงภาพรวมเศรษฐกิจพร้อมด้วยสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้



ชู “
Quality Growth”…กลุ่มหุ้นที่มีภูมิต้านทาน ‘Bond Yield’ ขาขึ้นได้ดี

โดย ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส, Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้มุมมองเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของแต่ละประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกันออกไป ด้วยการเข้าถึงของวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ซึ่งจากความแตกต่างกันกำลังนำไปสู่การทำนโยบายเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงินและการคลังที่แตกต่างกัน การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเริ่มมีความแตกต่างมากยิ่งขึ้น


สำหรับประเทศใน “กลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว” เช่น สหรัฐฯ และ อังกฤษ ที่เริ่มส่งสัญญาณถอนคันเร่งนโยบายการเงินอย่างแผนการลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE Tapering) รวมไปถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามความพร้อมของเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ “ประเทศเกิดใหม่” ผ่านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและความผันผวนของกระแสเงินทุน (fund flows) สำหรับนโยบายการคลัง การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมามีต้นทุนสูงสะท้อนจากหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นค่อนข้างเร็วในหลายประเทศ และอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงที่แม้จะเป็นปัจจัยชั่วคราวแต่น่าจะใช้เวลาพอสมควรในการชะลอลง



(ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ)



“อย่างไรก็ตาม คาดว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้วในระยะข้างหน้าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรแท้จริง (real yields)’ จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต ดังนั้น ผลกระทบต่อ valuation หุ้นกลุ่ม ‘Quality growth’ อยู่ในระดับที่จัดการได้และยังได้รับแรงหนุนจากกระแสแนวโน้มธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังวิกฤต COVID-19 (new normal in business trends) ทั้งนี้ ความเสี่ยงหลักของหุ้นกลุ่ม ‘Quality growth’ คือ ผลกระทบจากการขึ้นภาษี และการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ภาครัฐ (Regulatory risks) 


แต่คาดว่าการขึ้นภาษีของภาครัฐ เช่น ในกรณีของสหรัฐฯ อาจทำได้ไม่มากเท่ากับที่ประกาศไว้เนื่องจากการทำมาตรการโครงสร้างพื้นฐานอาจมีการลดขนาดให้เล็กลง สำหรับหุ้นกลุ่มอื่นๆ เชื่อว่าการมีหุ้นในกลุ่ม ‘Value’ ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเป็นการป้องกันความผันผวนในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีการขยับขึ้นเร็ว



“ตลาดพัฒนาแล้ว” แนะตลาดย่อ-ทยอยสะสม
‘หุ้นสหรัฐ-ยุโรป’…ด้าน ‘หุ้นญี่ปุ่น’ ราคาถูก-น่าสนใจเช่นกัน

ในแง่การจัดสรรการลงทุนมีมุมมองว่า กลุ่ม “ประเทศตลาดพัฒนาแล้ว” มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ดี หรือ หดตัวน้อยในช่วงวิกฤติ ทำให้มีการฟื้นตัวของกำไรและความสามารถในการทำกำไรในระยะข้างหน้าของบริษัทจดทะเบียนได้ดีกว่าตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งในบางจังหวะที่ตลาดย่อตัวหรือช่วงที่ภาวะตลาดผันผวนก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการเข้าสะสมหุ้นกลุ่ม สหรัฐ และ ยุโรป โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม ‘Quality growth’ ที่ยังมีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 


“นอกจากนี้ หุ้นญี่ปุ่น ก็มีความน่าสนใจ จากแนวโน้มการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และราคาหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศตลาดพัฒนาแล้วอื่นๆ โดย P/E อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีเล็กน้อย และยังถูกกว่า S&P 500 ที่ระดับ +1.5SD และ STOXX 600 ที่ระดับ +1SD โดย EPS growth ปี2565 มีแนวโน้มเติบโตได้ดีมากกว่าหรือเท่ากับตลาดสหรัฐฯ และยุโรป”



“หุ้นจีน” มองเป็นกลาง-ลบเล็กน้อย...ส่วน “เวียดนาม” เด่นสุดในอาเซียน-“ไทย” มองลบเล็กน้อย

ส่วนการลงทุนใน “จีน” ยังคงมุมมองตลาดหุ้น ‘A-Share’ ที่เป็นกลาง จากนโยบายมุ่งเน้นเติบโตจากภายในประเทศของจีน เช่น นโยบายยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานและนโยบายความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (common prosperity) และคงมุมมองตลาดหุ้นจีน ‘H-Share’ ที่เชิงลบเล็กน้อย เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ของรัฐที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออยู่ค่อนข้างมาก 





“ด้าน ตลาดหุ้นอาเซียน เวียดนามยังคงน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจและผลประกอบการจะชะลอลงในช่วงไตรมาส 3 /64  แต่ตลาดหุ้นได้สะท้อนการรับรู้ไปบ้างแล้ว โดยในระยะข้างหน้าคาดว่าจะมีการฟื้นตัวได้ของภาคการส่งออกตามเศรษฐกิจโลก  และความคืบหน้าในการนำเข้าและฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงต่อสายพันธุ์เดลต้า ทำให้การเปิดเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาได้”  


ส่วน ตลาดหุ้นไทย มองเป็นเชิงลบเล็กน้อย จากแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรที่เสี่ยงถูกปรับลดลง  และความตึงตัวของ valuation เมื่อเทียบกับตลาดอาเซียนอื่น ด้วยผลกระทบจากการระบาดของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ เดลตาที่มีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปในระยะเวลาหนึ่ง



“น้ำมัน” มองเป็นกลางขึ้น...ส่วน “ทองคำ” มองลบเล็กน้อย

ทั้งนี้ “ราคาน้ำมัน” ปรับมุมมองเป็นกลางจากการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมัน  ซึ่งได้อานิสงส์จากการเปิดเมือง และแนวโน้มการเดินทางระหว่างประเทศของประเทศพัฒนาแล้วดีขึ้น รวมถึงการหันมาใช้น้ำมันมากขึ้นทดแทนก๊าซธรรมชาติที่มีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


ในขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง “ทองคำ” ได้มีมุมมองเชิงลบเล็กน้อย เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากแผนการลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE Tapering) และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (real yields) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และสำหรับ Asian REITs” ที่การปิดเมืองมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ 


ภาพรวมการลงทุนอาจจะคล้ายเดิมหรือก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนักสำหรับนักลงทุนหลายๆ คนที่มีการลงทุนใน หุ้นสหรัฐฯและ หุ้นยุโรปเป็นหลักหรือเป็นคอร์พอร์ต แต่ปัจจัยที่ต้องตามอย่างนโยบายการเงินและการคลังที่อาจจะส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์สะดุดก็ถือเป็นปัจจัยที่ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสถาบันเตือนว่าต้องติดตามเป็นพิเศษ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us