“ตราสารหนี้ในประเทศ” เลือกที่ดี...โอกาสเพิ่มผลตอบแทนยังมีอยู่ !!!
ตลาดตราสารหนี้ในไทยเอง ปัจจุบันก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากที่ต้นปีเกิด Panic Sell ขึ้นในตลาด
แม้ “ดอกเบี้ยเงินฝาก” จะทรงตัวในระดับต่ำเตี้ยติดดิน แต่ “กองตราสารหนี้” ก็ยังเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสของผลตอบแทนที่ดีกว่าให้ได้
“ตราสารหนี้ในประเทศ” ที่มีคุณภาพดี ผลตอบแทนน่าสนใจยังมีให้ลงทุนอยู่ สำหรับใครที่ไม่อยากจะไปไกลถึงต่างประเทศ “บลจ.ไทยพาณิชย์” มี ‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ พลัส (SCBFP)’ มาเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ให้กับคุณ
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย
แนะกระจายลงทุน ‘กองตราสารหนี้”...ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
โดย “ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด บอกถึงภาพรวมการลงทุนในขณะนี้ว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนค่อนข้างรุนแรงซึ่งสะท้อนได้จากมูลค่าของเงินลงทุน หรือราคาของตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งระยะสั้น กลาง และยาวที่ปรับตัวลดลงโดยพร้อมเพรียงกัน สาเหตุหลักเกิดจากความกังวลจากการระบาดของไวรัส COVID-19 และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดอยู่ในภาวะ risk-off และนักลงทุนต่างเทขายตราสารหนี้อย่างตื่นตระหนกในทุกราคา (Panic Sell) เพื่อถือเงินสดในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ด้วยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ประกอบกับสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายของการระบาดของ COVID-19 จึงทำให้นักลงทุนคลายความกังวลได้มากขึ้น
ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
“บริษัทมองว่าปีนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน แต่แนะนำให้นักลงทุนทำการลงทุนด้วยความ ‘ระมัดระวัง’ โดยแนะนำให้มีการกระจายความเสี่ยง ด้วยการลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้’ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม ทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนด้วยกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก”
“กอง SCBFP” บริหารเชิงรุก...เน้นตราสารหนี้คุณภาพ-ใช้ ‘Machine Learning & AI’ ช่วยวิเคราะห์
โดยกองทุนที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์การลงทุนดังกล่าว ได้แก่ ‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ พลัส (SCBFP)’ ที่เน้นลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ และให้ผลตอบแทนที่ดีทั้งในและ/หรือต่างประเทศ เช่น ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงินและหรือตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารที่อยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้ และลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ อีกทั้งกองทุนนี้จัดเป็นกองทุน ‘4 ดาว’ ประเภท Thailand Fund Short Term Bond ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.20)”
สำหรับ ‘กองทุน SCBFP’ มีกระบวนการลงทุนด้วยการบริหารเชิงรุก (Active Management) ผสานแนวการลงทุนแบบดั้งเดิม ประกอบกับการใช้ ‘Machine Learning & AI’ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยการผสานมุมมองมหภาคและการคัดเสือกตราสารหนี้รายตัว การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลเชิงปริมาณ รวมถึงกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนและมีผลตอบแทนที่หลากหลาย โดยมีกลยุทธ์การสร้างคุณค่าเพิ่มด้วยวิธีการดังนี้
1) Quality : คัดเลือกตราสารหนี้คุณภาพดีโดยทีมนักวิเคราะห์ที่ติดตามข้อมูลของบริษัทผู้ออก รวมถึงข้อมูลทางการเงินและภาพรวมอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงด้าน credit default และ rating downgrade
2) Valuation : เลือกลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อสร้าง valuation premium พร้อมทั้งทำ Rich-Cheap valuation เพื่อหาโอกาสซื้อ undervalued bond และขายหลักทรัพย์ที่ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง
3) Liquidity : เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องเพียงพอ
4) Bargaining Power : ใช้ประโยชน์จากอำนาจต่อรองกับคู่ค้าเพื่อให้ซื้อ-ขายหลักทรัพย์ในราคาที่ดีที่สุด
“เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับความรุนแรงของการแพร่ระบาด COVID-19 ในต่างประเทศ ทำให้การลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ในประเทศ’ มีความน่าสนใจมากขึ้น ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนเริ่มทรงตัว และธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำที่ระดับ 0.50%”
สำหรับใครที่มองหาโอกาสที่ดีจากการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศไทย ‘กองทุน SCBFP’ น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านี้เมื่อผสมเข้ามาในพอร์ตยังช่วยลดความผันผวนระยะสั้นและเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ตโดยรวมให้ได้อีกด้วย
