ชู “S&P500” ยังโดดเด่นน่าสนใจ รับ “ศก.แกร่ง-กำไรโตดี”... ส่วนธีม “AI” ยังห่างไกล “ฟองสบู่” พร้อมทะยานรับ “AI Megatrend” !!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?...ปีนี้ “หุ้นสหรัฐ” (S&P500) ปรับตัวขึ้น +11.55% รับเศรษฐกิจสหรัฐโตแกร่ง-กำไรโตดี
เป็นตลาดที่แข็งแกร่งจนนักลงทุนทั่วโลกแปลกใจ ล่าสุด “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) เองก็เพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี26 เพิ่มขึ้นเป็น 2.3% (จากเดิม 2.2%) และปี27 ที่ 2.4% (จากเดิม 2.3%)
ขณะที่ปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานปี26 ลงมาอยู่ที่ 4.1% (จากเดิม 4.3%) สะท้อนว่าตลาดแรงงานและการบริโภคในประเทศยังคงแข็งแกร่ง ไม่ได้เข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (Recession) แต่ประการใด
นั่นทำให้ “S&P 500” ยังเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่น่าสนใจ แม้ราคาหุ้นบางกลุ่มจะค่อนข้างตึงตัวแต่ตลาดก็ยังถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรของบจ.ที่ยังคงเติบโตเป็นสำคัญ
ปัจจุบัน “S&P500” มี Forward 12M P/E 20.04 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 19.85 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 11 ก.ย. 26)
อีกธีมหนึ่งที่ตลาดยังมีมุมมองเชิงบวกนั่นก็คือ “AI” (Artificial Intelligence) แต่เปลี่ยนจากการเก็งกำไรไปสู่การเลือกหุ้นที่ทำกำไรได้จริงและมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเป็นหลัก
ทำไม “หุ้น S&P500” และธีม “AI” จึงน่าสนใจ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” พร้อมๆ กันได้เลย

มองบวก “S&P 500” ยังโดดเด่น...รับ “ศก.แกร่ง-กำไรโตดี”
โดย "ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย บอกว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ การลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ประกอบกับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี การสื่อสาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง พร้อมได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี “S&P 500” จะเติบโต 36% ในปี 26 และ 14% ในปี27 ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นในระยะยาว การลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” จึงยังคงน่าสนใจ

(ชวินดา หาญรัตนกูล)
“หุ้นสหรัฐยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นในดัชนี ‘S&P 500’ ที่มีบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม มีศักยภาพและยังมีความสามารถในการสร้างผลกำไรที่โดดเด่น นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี ‘S&P 500’ จะเติบโต 36% ในปี26 และ 14% ในปี27 ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นในระยะยาว จึงเป็นตลาดที่ยังคงน่าสนใจลงทุน”
“หุ้นสหรัฐ” ยังโดดเด่นในฐานะตลาดหุ้นคุณภาพสูงระดับโลก ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม มีศักยภาพและยังมีความสามารถในการสร้างผลกำไรที่โดดเด่น ประกอบด้วยปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเติบโตของ AI และแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยจุดเด่นของการลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” อยู่ที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในเทคโนโลยี Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะที่การบริโภคและการจ้างงานยังอยู่ในระดับดี ประกอบกับการเติบโตของเมกะเทรนด์ AI ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐ ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี การสื่อสาร และ AI มีผลประกอบการแข็งแกร่งและได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่อง
ชูธีม “AI” โอกาสลงทุนระยะยาว...พร้อมทะยานรับ “AI Megatrend”
ปัจจุบัน ยังไม่ใช่ “AI Bubble” แต่เกิด Capex Disconnect หรือความกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของหุ้นในธีมนี้เป็นสำคัญ
โดย “อนุวัฒน์ อิ่มแสงรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ดาโอ บอกว่า “AI” ยังเป็น Megatrend สำคัญที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว เทคโนโลยี AI กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเติบโต จากการพัฒนาโมเดลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และประมวลผลที่สูงขึ้น ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายมากขึ้น และพัฒนาไปสู่ “Agentic AI” ที่สามารถทำงานและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นยังสนับสนุนความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งชิปประมวลผล Cloud เครือข่าย และ Data Center

(อนุวัฒน์ อิ่มแสงรัตน์)
“AI เป็น Megatrend สำคัญที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว เทคโนโลยี AI กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเติบโตซึ่งกำลังขยายจากการพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นยังสนับสนุนความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งชิปประมวลผล, Cloud, เครือข่าย และ Data Center ทำให้ธีม ‘AI’ เป็นหนึ่งในธีมที่น่าสนใจ”
โดย “McKinsey” ประเมินว่าในช่วงปี 2025–2030 จะมีความต้องการกำลังรองรับศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้นประมาณ 125 GW และต้องใช้เงินลงทุนรวมราว 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนโอกาสการลงทุนที่กำลังกระจายไปยังบริษัทต่าง ๆ ในห่วงโซ่เทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน “Generative AI” มีอัตราการยอมรับการใช้งาน (Adoption Rate) ประมาณ 55% ภายในเวลาเพียง 3 ปี เร็วกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 ปี และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ประมาณ 20 ปี สะท้อนถึงความรวดเร็วของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในรอบปัจจุบัน
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่ง กำไรยังเติบโตต่อเนื่อง ระหว่างทางอาจมีความอ่อนไหวกับปัจจัย “ดอกเบี้ยขาขึ้น” และ “ความคาดหวัง” ของตลาดบ้าง แต่ระยะยาวยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แต่คงไม่หวือหวาเช่นในอดีต เชื่อว่าหุ้น “S&P500” และธีม “AI” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
