“RMF-หุ้นตปท.” ปลดล็อกการลงทุนสู่ “ตลาดโลก”... เพิ่มโอกาสสร้าง “ความมั่งคั่งระยะยาว” พร้อม “เซฟภาษี” ได้อย่างลงตัว !!!
ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?...“กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) ที่ลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” ช่วยเปิดโอกาสลงทุนให้กว้างขึ้น ช่วยตอบโจทย์การสร้าง “ความมั่งคั่งระยะยาว” พร้อม “เซฟภาษี” ได้ดียิ่งขึ้น
“หุ้นไทย” อาจจะโดดเด่นในเรื่องของ “เงินปันผล” แต่ไม่ได้โดดเด่นในแง่ของ “การเติบโต”
ในขณะที่ “หุ้นต่างประเทศ” มีหลากหลายตลาด หลายภูมิภาค หลายประเทศ และหลายธีมให้เลือกลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่มองหาโอกาส “สร้างการเติบโต” ให้กับเงินลงทุนระยะยาว
เมื่อลงทุนผ่านกองทุน “RMF-หุ้นตปท.” ด้วยจะช่วยให้คุณได้ประโยชน์ถึง 2 ต่อ คือ 1) โอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และ 2) ประโยชน์ทางภาษีที่เซฟได้ 5 – 35% ตามฐานภาษีของแต่ละคน
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “RMF-หุ้นต่างประเทศ” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "RMF-หุ้นตปท."…โอกาสที่เปิดกว้างพร้อม "เซฟภาษี"
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น “Feeder Fund” 3 กอง และ “หุ้น+ETF” อีก 1 กอง ซึ่งโฟกัส “หุ้นต่างประเทศ” ที่แตกต่างกันออกไป ประกอบด้วย
- “K-GTECHRMF: กองทุนเปิดเค โกลบอล เทคโนโลยี หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ” ของบลจ.กสิกรไทย เป็นกองทุนในกลุ่ม “Technology Equity” ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั่วโลก
ผ่านกองทุนหลัก ‘CT (Lux) Global Technology, Class IU USD’ ที่บริหารจัดการโดย Threadneedle Management Luxembourg S.A. ซึ่งกองทุนหลักมีการลงทุนที่กระจุกตัวและให้น้ำหนักการลงทุนตามระดับความเชื่อมั่น
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ส.ค. 26) มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
-
Semiconductors & Semiconductor Equipment 27.30%
-
Software 20.40%
-
Interactive Media & Services 9.10%
-
Technology Hardware Storage & Peripherals 8.70%
-
Electrical Equipment 6.90%
ส่วน 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่
-
UNITED STATES 88.30%
-
TAIWAN, PROVINCE OF CHINA 1.90%
-
ISRAEL 1.70%
-
JAPAN 0.60%
-
CANADA 0.50%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Bloom Energy Corporation Class A 6.80%, 2) Lam Research Corporation 4.80%, 3) Broadcom Inc. 4.70%, 4) NVIDIA Corporation 4.50% และ 5) Microsoft Corporation 3.40% ตามลำดับ”

- ถัดมาเป็น “ASP-AIEQRMF: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนช์ อิควิตี้โกรท เพื่อการเลี้ยงชีพ” ของบลจ.แอสเซท พลัส เป็นกองทุนในกลุ่ม “Technology Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หลักทรัพย์” ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือเกี่ยวข้องกับการใช้หุ่นยนต์ในการประกอบกิจการ หรือเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรือเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมต่างๆ
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 31 ส.ค. 26) มีการกระจายลงทุนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
-
INFORMATION TECHNOLOGY 80.79%
-
TECHNOLOGY5. 65%
-
Industrial Materials and Machinery 5.01%
ส่วน 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่
-
UNITED STATES 76.15%
-
JAPAN 9.46%
-
CHINA 5.55%
-
NETHERLANDS 2.46%
-
KOREA, REPUBLIC OF 2.13%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) ROUNDHILL MEMORY ETF 7.85%, 2) LAM RESEARCH CORP 7.48%, 3) INTEL CORP 7.29%, 4) ADVANCED MICRO DEVICES 6.88% และ 5) SANDISK CORP 6.02% ตามลำดับ”
- มาต่อกันด้วย “ES-JERMF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Japan Equity เพื่อการเลี้ยงชีพ” ของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม “Japan Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นญี่ปุ่น” ทั้งหมดที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี “Nikkei 225” เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีดังกล่าว
ผ่านกองทุนหลัก ‘NEXT FUNDS Nikkei 225 Exchange Traded Fund’ ที่บริหารจัดการโดย Nomura Asset Management Co.,Ltd.
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 ก.ย. 26) มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
-
ELECTRIC APPLIANCES 37.1%
-
INFORMATION & COMMUNICATION 12.0%
-
RETAIL TRADE 10.4%
-
CHEMICALS 4.3%
-
SERVICES 4.2%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ADVANTEST CORPORATION 10.9%, 2) TOKYO ELECTRON LIMITED 8.8%, 3) FAST RETAILING CO.,LTD. 8.5%, 4) SOFTBANK GROUP CORP. 7.7% และ 5) RECRUIT HOLDINGS CO.,LTD. 2.5% ตามลำดับ”

- ปิดท้ายกันด้วย “ABAPAC-RMF - กองทุนเปิด อเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ” ของบลจ.อเบอร์ดีน เป็นกองทุนในกลุ่ม “Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนกระจายใน “หุ้น” ของบริษัทใน Asia-Pacific Equities/เอเชีย - แปซิฟิก เอคควิตี้ แต่ไม่ครอบคลุมถึงตราสารแห่งทุนของญี่ปุ่น
ผ่านกองทุนหลัก ‘abrdn Pacific Equity Fund SGD class’ ที่บริหารจัดการโดย abrdn Investments (asia) Limited
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ส.ค. 26) มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
-
Information Technology 44.77%
-
Financials 16.64%
-
Consumer Discretionary 8.54%
-
Communication Services 7.44%
-
Industrials 6.35%
มีการลงทุนใน 5 ประเทศมากสุด ได้แก่
-
ไต้หวัน 23.34%
-
เกาหลีใต้ 23.01%
-
จีน 20.32%
-
อินเดีย 12.28%
-
ออสเตรเลีย 9.17%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Taiwan Semiconductor Manufacturing Co Ltd 13.90%, 2) Samsung Electronics Co Ltd 7.33%, 3) SK Hynix Inc 6.66%, 4) Tencent Holdings Ltd 5.52% และ 5) Samsung Electronics Co Ltd 3.01% ตามลำดับ”
สำหรับนักลงทุนที่ “เสียภาษี” และกำลังมองหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์การ “สร้างความมั่งคั่งระยะยาว” พร้อม “เซฟภาษี” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เชื่อว่ากลุ่ม “RMF-หุ้นตปท.” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยเงินลงทุนลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (นับรวมกองทุนเพื่อเกษียณอื่นๆ) เลยทีเดียว
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
