“กอง EdTech” สะดุ้ง...วิบากระยะสั้นหลัง ‘จีนคุมเข้ม’-ทำบรรยากาศการลงทุนเสีย !!!
กลุ่มธุรกิจด้าน “นวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษา (Education Technology)” หรือ “EdTech” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เรียกได้ว่า “แจ้งเกิด” ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19
นับเป็นอีกหนึ่งธีมย่อยที่แตกสายมาจาก “หุ้นเทคโนโลยี” โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนจนราคาหุ้นมีการปรับขึ้นมากอย่างโดดเด่น รวมไปถึงทั้งในด้านผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ด้วยความโดดเด่นนี้ก็ได้มีรัฐบาลบางประเทศอย่าง “รัฐบาลจีน” ที่ได้ออกกฏหมายขึ้นมาคุมเข้มธุรกิจดังกล่าว จนความกังวลให้แก่นักลงทุนจนสะท้อนมายังราคาหุ้น
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมาข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนที่มีนโยบายเกี่ยวกับธุรกิจด้าน “นวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษา” ถึงผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันว่ามีทิศทางเป็นเช่นไร
“หุ้นเทคฯ การศึกษา” ได้รับผลกระทบเชิงลบระยะสั้น....จากการคุมเข้มของ “รัฐบาลจีน”
“การคุมเข้ม” และ “จัดระเบียบ” ในอุตสาหกรรมต่างๆ ของ “รัฐบาลจีน” นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่และมีมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ เพียงแต่ในปีนี้อาจจะเรียกว่า “การเขย่าใหญ่” เท่านั้นเอง การเข้ามากำกับดูแลของรัฐบาลจีนของจีนธุรกิจด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษาก็ไม่ใช่กลุ่มธุรกิจเดียวที่โดนกำกับดูแล วิทยาศาสตร์นวัตกรรมเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ การเงิน รวมไปถึงวัฒนธรรม เป็นต้น ก็เจอไปตามๆ กัน
โดยต้องเกริ่นนำก่อนว่า การคุมเข้มเกี่ยวกับธุรกิจด้าน “นวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษา” ของรัฐบาลจีน โดยเตรียมพิจารณาเพื่อสั่งการให้บริษัทติวเตอร์เปลี่ยนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-profit)
แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลจีนเข้ามาจัดการกับอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งในอดีตก็ยังได้มีการออกกฎหมายที่เข้มข้นมากขึ้นกับวงการการศึกษา-ติวเตอร์ออนไลน์ รวมถึงเข้ามาเบรกบริษัทที่จะเข้าไอพีโอ
“ซึ่งสาเหตุที่รัฐบาลต้องเข้ามากำกับดูแลเป็นเพราะพ่อแม่ที่อยากให้ลูกคว้าโอกาสการศึกษาที่ดี ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนด้านการศึกษาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาดูพร้อมแทรกแซงราคาต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาไปสู่ความเหลื่อมล้ำ”
เมื่อค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นต้นทุนที่สูงสำหรับพ่อแม่ นโยบายการสนับสนุนให้ครอบครัวมีลูกได้มากกว่า 1 คนของจีนอาจประสบปัญหาในอนาคต หากยังจัดการปัญหานี้ไม่ได้ จึงต้องมาจัดระเบียบคุมเข้มกันนิดนึง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มเกี่ยวกับนวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษาของจีนไปด้วยเช่นกัน

“3 บลจ.” กับ 3 “กอง EdTech”…ลงทุนใน “Credit Suisse (Lux) Edutainment Equity Fund” กองทุนหลักเดียวกัน
สำหรับการลงทุนใน “กลุ่มเทคโนโลยีการศึกษา” ของนักลงทุนไทยนั้น จะสามารถได้ผ่านกองทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศให้เราอีกหนึ่งทอด
ซึ่งในปัจจุบันได้มี 3 บลจ. ประกอบไปด้วย บลจ.พรินซิเพิล, บลจ.วี และบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้จับจองและแสวงหาผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อธีมการลงทุนนี้
โดยชื่อกองทุนของแต่ละบลจ.จะใช้ว่า “กองทุนเปิด วี โกลบอล เอ็ดดูเคชั่น อิควิตี้ (WE-GEDUCATION)” จากบลจ.วี, “กองทุน เปิด ยูไนเต็ด เอ็ดดูเคชั่น เทคโนโลยีฟันด์ (UEDTECH)” จากบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) และ “กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล เอ็ดดูเคชั่น เทค (PRINCIPAL GEDTECH)” จากบลจ.พรินซิเพิล
“ทั้ง 3 กองทุน จะใช้กองทุนหลักเป็นกองเดียวกันหรือในชื่อ ‘Credit Suisse (Lux) Edutainment Equity Fund’ ชนิดหน่วยลงทุน IBP USD ซึ่งจะบริหารและจัดการโดย ‘Credit Suisse Fund Management S.A.’ ที่มีนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ในตราสารทุน (หุ้น) ทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงตลาดเกิดใหม่และครอบคลุมในส่วนของใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ ที่ออกโดยบริษัทที่ดำเนินการหรือมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตั้งแต่การสร้างเนื้อหาไปจนถึงแพลตฟอร์มและการนำเสนอข้อมูล รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์ต่างๆ”
ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 64 ประเทศที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
-สหรัฐฯ 26.84%
-ญี่ปุ่น 25.10%
-สหราชอาณาจักร 9.98%
-จีน 9.30%
-ออสเตรเลีย 6.11%
โดย 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่
-Digital Content 39.23%
-Systems and Tools 35.02%
-Innovative Services 25.59%
ในแง่ของผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2564) อยู่ที่ระดับ -13.60% และมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 830.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
“อย่างไรก็ดีการเข้ามาคุมเข้มของ “รัฐบาลจีน” ถึงธุรกิจด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษาก็คงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่กดดันภาวะบรรยากาศการลงทุนของหุ้นในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในจีนเอง แต่ธุรกิจนี้ในโลกก็ใช่ว่าผลประกอบการจะได้รับผลกระทบไปด้วยแต่ประการใด ซึ่งในความจริงแล้วก็ยังมีปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่อาจเข้ามากดดันตลาดโดยรวมและส่งผลมายังภาคธุรกิจดังกล่าวด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นอีกหนึ่งธีมที่ได้รับผลกระทบจากการคุมเข้มของรัฐบาลจีนในครั้งนี้ในระยะสั้นไป”
