รู้หรือไม่ว่า... ‘หุ้น ESG’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว-ในไทยยังไงก็ต้องมา ?
กระแส “การลงทุนแบบยั่งยืน (Sustainable Investment)” ที่คำนึงถึงเรื่อง ‘สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG)’ นั้น อาจดูเป็นเรื่องนามธรรมที่ ‘จับต้องไม่ได้’ สำหรับนักลงทุนไทย
แต่นี่คือกระแสหลักของโลกการลงทุนที่จัดอยู่ในหนึ่งของ ‘Mega Trend’ ที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก ไม่ว่าไทยในตอนนี้จะยังตื่นตัวในเรื่องนี้ไม่มากนักก็ตาม แต่ในที่สุดโลกจะบีบให้ไทยเองต้องเปลี่ยนตามอย่างไม่ต้องสงสัย
นั่นหมายความว่า...เมื่อวันนั้นมาถึง “หุ้น ESG” ยังไงก็ต้องมา จากเม็ดเงินลงทุนที่จะถาโถมเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ที่จะผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งทะยานตามขึ้นไปในระยะยาวนั่นเอง
แต่วันนี้ ‘ดัชนีหุ้นยั่งยืนของไทย (THIS)’ ยัง Underperform ตลาดหุ้นไทยโดยรวมอยู่ 2.55% ตั้งแต่ต้นปีมา อาจทำให้หลายคนกังขาถึงแนวคิดในเรื่องนี้ ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ในไทย อย่างไร วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพาไปค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
“หุ้นแบงก์” ทรุดหนัก...ฉุดผลตอบแทนดัชนีหุ้นยั่งยืนไทย (THIS) Underperform
หากใครดูผลตอบแทนของ “ดัชนีหุ้นยั่งยืน (THIS)” ของไทยตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเดือนก.ค.18 มาถึงต.ค.20 ผลตอบแทนรวมดัชนีหุ้นยั่งยืน (THIS TRI) ก็ยังแพ้ตลาดหุ้นไทยรวม (SET TRI) อยู่ 3.24% โดยเฉพาะในปีนี้ จะเห็นว่า Underperform ตลาดหุ้นไทยโดยรวมชัดเจน 2.55% หลายคนสงสัยและอาจตั้งคำถามว่า...ไหนว่า ESG มันดีไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมดูทรงไม่ดีเลยล่ะ?
จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าหุ้น ESG จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นทั่วไปที่ไม่มี ESG ใน ‘ระยะยาว’ แต่ในไทยหุ้น ESG ถือเป็น ‘เรื่องใหม่’ และเพิ่งกำเนิดมาได้ไม่นานนี้เอง หากอิงตามอายุดัชนีหุ้นยั่งยืน (THIS) ก็เพิ่ง 2 ปีกว่าย่างเข้าปีที่3 เท่านั้นเอง
ตลาดหุ้นมีหุ้นกว่า 700 ตัว แต่หุ้นที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนปี2019 มีอยู่ 98 บริษัทเท่านั้น (ปี2015 มี 51 บริษัท) และอยู่ในการคำนวณดัชนี THIS ปัจจุบัน 58 ตัว ที่สำคัญหุ้นที่มี ESG ส่วนใหญ่มักจะเป็นหุ้นใหญ่ในดัชนีSET50 เป็นหลัก โดยเฉพาะ ‘หุ้นแบงก์’ ในไทยที่มีอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน 8 บริษัทนั้น เข้ามาคำนวณในดัชนีถึง 7 ตัว ไม่ว่าจะเป็น BBL, KBANK, KKP, KTB, SCB, TISCO และ TMB ทำให้หุ้นแบงก์มีน้ำหนักถึง 14% ในดัชนี มากเป็นอันดับ2 รองจากกลุ่มพลังงานที่มีสัดส่วนอยู่ 28% และอันดับ3 กลุ่ม ICT อีก 11%
“แล้วปีนี้ใครที่ลงทุนในหุ้นจะทราบดีกว่า...หุ้นกลุ่มแบงก์แดงเดือดสาหัสสุดเกือบจะยกแผง ดัชนีหุ้นกลุ่มแบงก์ 10 เดือนแรกดำดิ่งไป -51% ทั้งผลกระทบจากการถูก Disruption, ส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) ที่ลดลง อีกทั้งมาเจอวิกฤติ COVID-19 ที่ส่อแววจะทำหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของแบงก์พุ่งตามมา เรียกว่ามีแต่ข่าวร้ายถล่ม จนกดราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) หุ้นกลุ่มแบงก์ลงมาเหลือ 0.4 เท่า ต่ำยิ่งกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเสียอีก นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดัชนีหุ้นยั่งยืน (THIS) Underperform ตลาดหุ้นไทยโดยรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง หากเอาหุ้นกลุ่มแบงก์ออกไปก็เชื่อว่าภาพโดยรวมน่าจะดีกว่านี้หรืออาจจะ Outperform ตลาดก็ได้”
แต่เรื่องของ ‘คุณภาพ’ กับ ‘ราคา’ บางครั้งก็อาจจะไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไปใน ‘ระยะสั้น’ ที่สำคัญหุ้นแบงก์เหล่านี้ล้วนเป็นหุ้นที่มี ESG ซึ่งในต่างประเทศพิสูจน์มาแล้วว่าใน ‘ระยะยาว’ ปกติจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นที่ไม่มี ESG ได้ ตรงนี้กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์สำหรับตลาดหุ้นไทยต่อไปในอนาคตข้างหน้าแล้วล่ะ ว่าจะเป็นจริงเช่นที่เกิดขึ้นในต่างประเทศหรือไม่?
ดำริแนวคิดทำ “บทวิเคราะห์ด้าน ESG” ของหุ้น...แยกจาก ‘บทวิเคราะห์หุ้นทั่วไป’
วันนี้ เราเริ่มเห็น “กองทุน ESG” เกิดขึ้นในตลาดทุนไทยแล้ว เห็นแนวคิดที่จะผลักดันให้นำเรื่อง ESG เข้าไปอยู่ในการวิเคราะห์หุ้นด้วย ซึ่งอาจจะมีการแยกเป็น ‘บทวิเคราะห์หุ้นด้าน ESG’ ออกมาเฉพาะจาก ‘บทวิเคราะห์หุ้นทั่วไป’ เลยทีเดียว เพราะมีการใช้ทักษะในการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันพอสมควร
“จนมีดำริว่าอาจจะให้มีการแยกฝ่ายวิจัยด้าน ESG ของโบรกเกอร์ออกมาเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งแยกจากฝ่ายวิจัยหุ้นปกติ ในแง่ของบทวิเคราะห์เองก็อาจจะไม่ได้ออกมาถี่แบบบทวิเคราะห์หุ้นทั่วไปในวันนี้ เพราะเป็นการ ‘มองหุ้นคนละมิติ’ นั่นเอง และไม่ทำให้นักลงทุนสับสนด้วย เช่น หุ้นตัวเดียวกันในมุม ESG ดี แต่ทำไมบทวิเคราะห์มาแนะนำให้ขาย เป็นต้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้เรื่องนี้คงเกิดขึ้นตามมาในวงการหุ้นแน่นอน เพียงแต่จะในรูปแบบใดเท่านั้นเอง”
ดังนั้น “การลงทุนแบบยั่งยืน (ESG)” นั้น จึงไม่ใช่แค่กระแสหลอกๆ ที่มาแล้วก็ผ่านไป แต่เป็นกระแสหลักของโลกที่แข็งแกร่งที่ไทยเองก็ยากจะปฏิเสธได้ในที่สุด ถ้ายังไงธีมหุ้น ESG ในไทยก็ต้องมา...นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน ‘ซื้อดัก’ ไว้ก่อนล่วงหน้าก็เป็นได้
