รู้หรือไม่?...5 ปีแรก ‘กอง LTF’ มีสินทรัพย์ 4.5 หมื่นลบ.-ลุ้น ‘กอง SSF’ 5 ปี ทุบสถิติรุ่นพี่ !!!

หลังหมด “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ไปในปี2019 ฟากฝั่ง “ตลาดทุน” เองคาดหวังกองทุนที่จะมาทดแทน กอง LTF’ เพื่อดึงเม็ดเงินให้ไหลเข้าสู่ “ตลาดหุ้นไทย” ได้อย่างต่อเนื่อง


ท้ายสุด “ก.คลัง” ได้ทำคลอด “กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)” ออกมา ซึ่งอาจไม่ตรงใจกับสิ่งที่ฝั่งตลาดทุนต้องการเท่าไรนัก แต่บนข้อมูลและวัตถุประสงค์ของภาครัฐก็เข้าใจได้ และรัฐเชื่อว่า กอง SSF’ จะประสบความสำเร็จได้ โดยให้ระยะเวลาในการใช้ประโยชน์ทางภาษีไว้ 5 ปี (2020-2024) แล้วค่อยมาดูกันอีกครั้งว่าจะปรับเปลี่ยน หรือต่ออายุอะไรหรือไม่อย่างไร?


โดยในปีแรกได้เปิดให้มี “กองทุนรวมเพื่อการออมชนิดพิเศษ (SSF-X)” เฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดทุนในการดึงเงินเข้าสู่ “ตลาดหุ้นไทย” โดยเฉพาะ แต่ก็ดูยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก


เข้าสู่ปีที่2 ของ ‘กอง SSF’ สิ้นไตรมาสที่3/21 มีสินทรัพย์สุทธิ 2.7 หมื่นล้านบาท เป็น ‘SSF-หุ้นไทยประมาณ 1.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ “LTF” มีสินทรัพย์สุทธิ 3.63 แสนล้านบาท !!!


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย



SSF” ไม่ได้โฟกัส ‘หุ้นไทย’ -ระยะถือครองนาน ‘10 ปี’…2 สาเหตุสำคัญทำให้ไม่ปัง

ต้องย้อนกลับไปถึงอายุของ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ที่ส่งเสริมการลงทุนในหุ้นไทยของนักลงทุนทั่วไปผ่านกองทุนรวมนั้น มีอายุแค่ 12 ปี (2004-2015) นั่นคือ “จบแล้ว” แต่ฝั่ง “ตลาดทุน” เสนอให้ภาครัฐพิจารณาต่ออายุให้ “ภาครัฐ” ก็ใจดีต่ออายุให้อีก 4 ปี (2016-2019) แต่ขยายเวลาการถือครองเพิ่มเป็น “7 ปี ปฏิทิน” ซึ่งก็ครบไปเรียบร้อยแล้วในปี2019 ที่ผ่านมา





“โดย ภาครัฐ มองว่า...16 ปีนี้ ที่รัฐส่งเสริม หากสร้างวัฒนธรรมการลงทุนในหุ้นขึ้นมาได้จริง ไม่ต้องมีประโยชน์ทางภาษี นักลงทุนไทยก็จะลงทุนอยู่นั่นเอง ซึ่งเป็นการมองต่างมุมกับฝั่ง ตลาดทุนจึงไม่มีการต่ออายุ กอง LTF’ ให้และสุดท้ายได้มาเป็น กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ ในท้ายที่สุด โดยรัฐมองว่าคนน่าจะเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้นซึ่งน่าจะช่วยขยายฐานนักลงทุนได้และไม่จำกัดเฉพาะ หุ้นไทย เท่านั้น”





แม้ในปีแรกรัฐจะไฟเขียวให้มี “กองทุนรวมเพื่อการออมชนิดพิเศษ (
SSF-X)” ที่ลงทุนในหุ้นไทยโดยเฉพาะแล้วก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไขการถือครองที่นานกว่า คือ 10 ปี ทำให้เม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนไม่ได้มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และในภาพรวมเมื่อนโยบาย ไม่ได้โฟกัสที่หุ้นไทย สามารถลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ได้ด้วยก็ทำให้เงินที่ฝั่งตลาดทุนอยากให้ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยนั้นก็ไม่มากอย่างที่คิดกันไว้ด้วย แม้ปัจจุบัน ‘SSF-หุ้นไทย จะมีสัดส่วนมากประมาณ 37% ของเงิน ‘SSF’ ทั้งหมดก็ตาม


“นี่คือ 2 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ ‘กอง SSF’ ดูจะไร้มนต์ขลังในการดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับ กอง LTF’ ในอดีตนั่นเอง”



ย้อนอดีต 5 ปีแรก
‘กอง LTF’ มีสินทรัพย์สุทธิ 4.5 หมื่นล้านบาท...ถึงเวลา “กอง SSF” ท้าทายผลงานรุ่นพี่

สิ้นไตรมาสที่3/21 ‘กอง LTF’ มีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 3.63 แสนล้านบาท แต่ย้อนไปในช่วง 5 ปีแรก การเติบโตก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี

-ปี2004 มีสินทรัพย์สุทธิ  5,633.94 ล้านบาท

-ปี2005  มีสินทรัพย์สุทธิ  14,176.47 ล้านบาท

-ปี2006 มีสินทรัพย์สุทธิ  25,186.42 ล้านบาท

-ปี2007 มีสินทรัพย์สุทธิ   49,408.05 ล้านบาท

-ปี2008 มีสินทรัพย์สุทธิ  45,462.56 ล้านบาท





“ถ้ามองในแง่ของขนาด ‘กอง SSF’ ในช่วงปีแรกและปัจจุบันถือว่าทำได้ดีกว่า กอง LTF’ แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะเม็ดเงินลงทุนใน หุ้นไทย ต้องถือว่าน่าจะใกล้เคียงกัน เพราะนี่ยังไม่จบปีที่2 ของ กอง SSF’ ที”


ในฝ่ายของ “ภาครัฐ” คงไม่ได้โฟกัสเฉพาะแค่ “หุ้นไทย” เท่านั้น ซึ่งอาจจะต่างมุมกับฝั่ง “ตลาดทุนจึงไม่น่าแปลกใจที่มักจะเห็นข่าวคราวเกี่ยวกับ กองทุนหุ้น” ที่จะมาลงทุนในหุ้นไทยโดยเฉพาะออกมาเป็นระยะๆ หรือการเสนอแก้ไขเงื่อนไนการถือครอง ‘กอง SSF’ ให้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นข่าวจริงหรือข่าวลวง แต่บนความคาดหวังของตลาดทุนที่อยากเห็นเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยเราก็คงจะได้ยินข่าวในลักษณะนี้ออกมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในช่วงปลายของ กอง SSF’ ด้วยเช่นกัน


“ปฏิเสธไม่ได้ เม็ดเงินไหลเข้าสุทธิที่เข้า กองหุ้นไทย ในปัจจุบันนั้น มาจากกลุ่ม กองทุนประหยัดภาษี เป็นหลักเลย กองหุ้นทั่วไปแทบจะไม่มีเงินไหลเข้าเลย จากข้อมูลของ ‘Morningstar’ ณ สิ้นไตรมาสที่3/21 พบว่า กองหุ้นไทย(ไม่รวม LTF RMF SSF) ยังมีแรงขายออกอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนว่า ประโยชน์ทางภาษีอาจมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในหุ้นไทยของนักลงทุนอยู่ค่อนข้างมากพอสมควร”


ไม่ว่าสุดท้าย กอง SSF’ จะดึงเม็ดเงินเข้า “ตลาดหุ้นไทยได้ตามที่วาดหวังกันไว้หรือไม่ก็ตาม แต่ไตรมาสสุดท้ายของปี เป็นเทศกาล “กองทุนประหยัดภาษี” อีกครั้ง ใครที่มีสิทธิใช้ประโยชน์จาก กอง SSF’ และ กอง RMF’ ได้ ก็ไม่ควรละเลยแต่ประการใด เพราะถือเป็นการลงทุนที่ไม่เพียงสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้น ยังมี “แต้มต่อ” เป็นประโยชน์ทางภาษีแถมมาให้อีกด้วย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’