“หุ้นไทย” จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกระยะสั้น…หาก ‘โจ ไบเดน’ คว้าชัย !!!
สัปดาห์นี้ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญคงเป็นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะมีขึ้นใน “วันที่ 3 พ.ย.” (ตามเวลาสหรัฐ) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี ‘สมัยที่46’
ในยุคหลังมานี้ ประธานาธิบดีสหรัฐก่อนหน้า 3 คน ได้คั่ว ‘2 สมัยซ้อน’ เสมอมา ตั้งแต่ ‘บิล คลินตัน’, ‘จอร์จ ดับเบิลยู. บุช’ และ ‘บารัค โอบามา’
แต่ในครั้งนี้จะเป็นสมัยที่2 ของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หรือไม่นั้น? ...ยังไม่แน่!!!
ที่โลกจับตานั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐฯจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และจะส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมและทิศทางการลงทุนของโลกได้
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจในเรื่องนี้จากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนมาฝากกัน
“บลจ.ทาลิส” มอง ‘ระยะสั้น’ ใครชนะล้วนดีต่อ ‘ตลาดหุ้นทั่วโลก’ โดยรวม
โดย “วีระพล สิมะโรจน์” ผู้จัดการกองทุน บลจ.ทาลิส จำกัด บอกว่า ณ ปัจจุบัน จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (Election Poll) ‘โจ ไบเดน’ จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จากพรรครีพับลิกันถึง 10 จุด สำหรับการสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศ และยังมีคะแนนนำในรัฐที่พรรคการเมืองมีคะแนนเสียงสูสีกัน (Swing States) ถึง 10 จาก 14 รัฐ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่นายไบเดนจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหากนายไบเดนชนะการเลือกตั้ง นโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทั้งวิธีการดำเนินนโยบายและการเปลี่ยนนโยบายจากเดิมที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อยู่
แต่หากประธานาธิบดีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง นโยบายทางเศรษฐกิจและวิธีการดำเนินนโยบายไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนจะยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในสหรัฐเป็นหลัก ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสจะผันผวนมากขึ้น
วีระพล สิมะโรจน์
“อย่างไรก็ตาม ‘ในระยะสั้น’ ไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลกโดยภาพรวม เนื่องจากความเสี่ยงเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งหมดไป และประธานาธิบดีคนใหม่คงจะเร่งการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากการระบาดของโรค COVID-19 ก่อนเป็นลำดับแรก”
สำหรับประเทศไทย หากนายไบเดนชนะการเลือกตั้ง ‘ในระยะสั้น’ เศรษฐกิจน่าจะได้รับผลดีจากภาคการส่งออกที่น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากการค้าโลกขยายตัวเมื่อหมดความกังวลเรื่องสงครามการค้า แต่หากสหรัฐกลับเข้าร่วมผลักดัน TPP และไทยไม่ได้เข้าร่วม ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการลงทุนใน ‘ระยะยาว’ ได้ ดังนั้น หากนายไบเดนชนะการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลออกจากการลงทุนในสหรัฐไปลงทุนในประเทศอื่นๆ มากขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบด้านลบต่อหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวกับ ‘น้ำมัน’ และ ‘กลุ่ม Tech’
“ในขณะที่ ‘ตลาดหุ้นไทย’ ก็น่าจะได้รับผลดีหากเม็ดเงินลงทุนไหลออกจากสหรัฐไปลงทุนในภูมิภาคอื่นๆ แต่หากประธานาธิบดีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ภาคการส่งออกน่าจะเติบโตได้น้อย จากการที่การค้าโลกชะลอตัว เหมือนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดหุ้นก็มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกยังคงมุ่งสู่สหรัฐ”
“แอลจีที (LGT)”…ระบุมีโอกาสเกิด...‘คลื่นสีฟ้า (Blue Wave)’
ด้าน “แอลจีที (LGT)” ผู้นำในกลุ่มธุรกิจบริการด้านไพรเวทแบงก์กิ้งและการบริหารสินทรัพย์ระหว่างประเทศ แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสหรัฐในปี 2020 ให้ฟังว่า ไม่น่าจะมีผลที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งสหรัฐในวันที่ 4 หรือ 5 พ.ย. เนื่องจากการรับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการนับคะแนนจนกว่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้อาจทำให้เกิดความกังวลใจและความผันผวนในตลาด สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ‘คะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง’ มีความสำคัญไม่ใช่คะแนนนิยมจากประชาชน ทำให้ต้องดูผลการเลือกตั้งแบบรัฐต่อรัฐเป็นสำคัญ
แอลจีทียังคงเห็นการพัฒนาในทางที่ดีของตลาดโดยทั่วไป เนื่องจากการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะขจัดความไม่แน่นอน และตลาดน่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ วัน
“มีแนวโน้มสูงที่การเลือกตั้งจะทำให้เกิด ‘คลื่นสีฟ้า (Blue Wave)’ ที่พรรคเดโมแครตจะชนะทุกเก้าอี้ของรัฐบาล – ทำเนียบขาว สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ผลการสำรวจในระดับประเทศ โพลชี้ โจ ไบเดน จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี เนื่องจาก COVID-19 ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในรัฐที่พรรคการเมืองได้รับคะแนนสนับสนุนสูสีกัน ทำให้ปัญหา COVID-19 เป็นปัจจัยในการแข่งขันมากกว่าการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจตามปกติ อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์ COVID-19 จะส่งผลในทางลบต่อโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เขาอาจได้รับประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่าเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็ได้”
ชู “หุ้นเทคฯ- บริษัทยาและการแพทย์-กลุ่มประเทศยุโรป” น่าสนใจลงทุน
“สเตฟาน โฮเฟอร์” หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุน แอลจีที (LGT) แนะนำว่า ในแง่ของการวางตำแหน่งพอร์ตการลงทุนของเรานั้น เรามุ่งเน้นไปที่ภาคเทคโนโลยี บริษัทยาและการแพทย์ และกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งนักลงทุนไทยมีทางเลือกในการลงทุนในด้านเหล่านี้
-เทคโนโลยี: ด้วยความจริงที่ว่าภาคเทคโนโลยีมีรายได้เติบโตขึ้น ในขณะที่ภาคธุรกิจอื่นในโลกต่อสู้เพื่อทำกำไร รายได้ในภาคเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 33% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน
-บริษัทยาและการแพทย์: ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง ระบบการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานจะไม่เปลี่ยนแปลง ผลกำไรของธุรกิจบริษัทยาและการแพทย์ จะยังคงได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่มีผลดำเนินการดีในปี 2020
-กลุ่มประเทศยุโรป: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากค่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มว่าเงินทุนจะไหลเข้าสู่ยูโรโซน ในขณะที่ภูมิภาคนี้มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้น แต่อัตราการเสียชีวิตยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งหมายความว่ายุโรปได้ค้นพบวิธีจัดการไวรัสโคโรนาในแบบที่ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกยังไม่มี
สิ้นสุดการรอคอยสำหรับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่46 ของสหรัฐในครั้งนี้ ไม่ว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จะกลับมาเป็นสมัยที่2 หรือเปลี่ยนขั้วเป็น ‘โจ ไบเดน’ แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าดีไปคนละแบบ และไม่ว่าขั่วไหนจะมาคุณก็ยังสามารถลงทุนได้อยู่นั่นเอง
