ศก.ไทยไม่หวั่น “Omicron” คาดปี65 โตได้ 3.6-3.8%...ส่วนตลาดหุ้นแค่ผันผวนระยะสั้น !!!
ความท้าทายของ “ตลาดหุ้นไทย” ในปี 65 ยังเป็นอีกหนึ่งปีที่ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ยังไม่ได้มีการคลี่คลายมากนัก
เพราะการกลายพันธุ์ของไวรัสเป็นสายพันธุ์ใหม่อย่าง “โอมิครอน” ที่มีการแพร่เชื้อสู่คนได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ซึ่งล่าสุดก็ได้พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศแล้วจำนวนหนึ่ง
ทำให้ความกังวลว่าจะเกิดมาตรการล็อกดาวน์ประเทศขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่มีการคลายล็อกดาวน์ได้ไม่นาน และแน่นอนว่าย่อมมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยด้วยเช่นกัน
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้มีมุมมอง “เศรษฐกิจไทย” และ “ตลาดหุ้น” ในปี 65 จากผู้เชี่ยวชาญสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาฝากให้แก่ผู้ติดตามและผู้อ่านกันในครั้งนี้
“โอมิครอน”...อาจทำให้ตลาดผันผวนแค่ระยะสั้น
โดย “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึง สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เกิดการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่อย่าง “โอมิครอน” ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่คาดการณ์ในกรอบการแพร่เชื้อว่าจะเห็นการกลายพันธุ์ชนิดใหม่ๆ ของไวรัส เพียงแต่ว่าความรุนแรงของการติดเชื้อและผลกระทบในวงกว้างนั้นยังคงเป็นอะไรที่ยังต้องติดตาม เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น
(ดร.สมชัย อมรธรรม)
“ซึ่งโดยรวมเราก็คาดหวังมุมมองเชิงบวกเป็นส่วนใหญ่ เพราะทั่วโลกได้เผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 มาเป็นระยะเวลา 1-2 ปี จึงทำให้มีแผนการรับมือได้และเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าและรวดเร็ว จึงมีโอกาสที่จะเห็นการคิดค้นยาเพื่อรับมือกับเชื้อไวรัสได้ แต่อย่างไรก็ดีในระยะสั้นก็อาจทำให้ตลาดผันผวนได้”
หรือใน “กรณีที่ร้ายแรง” จนทำให้เกิดมาตรการล็อกดาวน์ก็อาจไม่กระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก โดยยังมองว่าเป็นขาขึ้นได้เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ได้ปรับพฤติกรรมในเข้าสถานการณ์จึงทำให้การจับจ่ายใช้สอยยังคงมีให้เห็นต่อเนื่อง ส่วนการผลิตและแจกจ่ายวัคซีนก็มีความรวดเร็วขึ้น ทำให้การได้รับวัคซีนแก่ประชาชนไม่ได้ล่าช้าเหมือนในช่วงก่อนหน้า
คาดเศรษฐกิจไทยปี 65 อาจโตได้ 3.6-3.8%...รับ ‘ภาคการบริโภคฟื้น’ และการกลับมา ‘ลงทุนของรัฐ-เอกชน’
สำหรับมุมมอง “เศรษฐกิจไทย” ในปี 65 ว่าจะยังคงเป็นขาขึ้นได้หรืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ราว 3.6-3.8% มีปัจจัยสนับสนุนอย่าง “ภาคการส่งออก” ที่เติบโตได้ดีและจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องในปีหน้าตามเศรษฐกิจโลกที่เริ่มกลับมาและขณะที่การขนส่งในประเทศก็มีแนวโน้มที่เติบโตได้ เพราะผู้บริโภคก็ยังมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
“ภาคการบริโภคจะเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากกำลังซื้อของผู้บริโภคได้ถูกอัดอั้นมาตั้งแต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 หรือในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีการคลายล็อกดาวน์ทำให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มออกมาใช้ชีวิตและชอปปิ้งผ่านห้างสรรพสินค้า”

สุดท้าย “ภาคการลงทุน” ที่ในปีที่ผ่านเศรษฐกิจมีความผันผวนจนภาคธุรกิจมีกระทบในเชิงบวกและลบ ส่งผลเกิดความลังเลที่จะลงทุนหรือขยายธุรกิจ แต่ในปี 65 ภาพของเศรษฐกิจที่ชัดเจนก็อาจทำให้การลงทุนเริ่มกลับมาโดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก COVID-19
นอกจากนี้ “การลงทุนของภาครัฐบาล” ก็มีโอกาสที่จะออกงบประมาณลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานได้มากขึ้นหลังจากในปี 64 ที่บางโครงการต้องสะดุดหรือถูกชะลอออกไปจากการล็อกดาวน์ประเทศ ซึ่งในปี 65 ก็คาดหวังว่าจะเห็นการเบิกจ่ายงบประมาณได้มากขึ้นและมีการประมูลงานโครงการใหม่ได้มากขึ้น
“ส่วนฟันเฟืองหลักที่คอยผลักดันการของเติบโตของเศรษฐกิจอย่าง ‘ภาคการท่องเที่ยว’ คงต้องยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่คาดหวังได้ยาก เนื่องจากแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกพอสมควร เพราะกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนหลังจากที่รัฐบาลจีนได้ยึดมั่นนโยบาย Covid Zero ทำให้เป็นไปได้ที่จะยังไม่เห็นกลุ่มดังกล่าวกลับมาในเร็วๆ นี้”
SET ปีหน้าอาจได้เห็น 1,740 จุด...ชูหุ้นกลุ่ม ‘Domestic Play–Mega Trends’
ภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” ในปี 65 คาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นที่ 1,740 จุด และรีเทิร์นจะอยู่ที่ 8-9% โดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจหรือแนะนำในปีหน้าให้นักลงทุนมุ่งเน้นที่ใน ‘ธีม Domestic Play’ หรือ หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจในประเทศ
อีกหนึ่งธีมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ หุ้นที่เกาะ ‘ธีมเมกะเทรนด์’ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือหุ้นที่มุ่งเน้นนโยบายลดโลกร้อนอย่างกลุ่มพลังงานสะอาด ที่กระแสในปัจจุบันค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้ในแง่การลงทุนจึงเป็นข้อได้เปรียบที่นักลงทุนจะเข้าไปแสวงหาโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น
“แม้ว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ ในปีหน้าอาจจะไม่ได้ฟันเฟืองสำคัญอย่างภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยในการเติบโต แต่ก็จะได้พระเอกขี่ม้าขาวอย่าง ภาคการบริโภคและภาคการลงทุน เป็นตัวชูโรงให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ต่อ ขณะที่ ‘ตลาดหุ้น’ นั้น ระยะสั้นก็อาจจะต้องแบกรับความผันผวนที่มี “โอมิครอน” เป็นตัวกดดันอยู่บ้าง”
