อยากได้ “ประโยชน์ทางภาษี” แต่ ‘ไม่ชอบเสี่ยง’...“RMF-ตราสารหนี้” ช่วยคุณได้ !!!
ในช่วงที่ “ตลาดหุ้น” มีความผันผวน สินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ตราสารหนี้” มักจะถูกเลือกให้เป็นตัวแทนหรือออฟชั่น ในการลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุน
แต่การจะลงทุนในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจนแทบจะติดดิน ก็อาจทำให้นักลงทุนอาจจะต้องคิดแล้วคิดอีกว่าเป็นจังหวะที่จะเข้าลงทุนได้เมื่อไหร่
อีกด้านหนึ่งของนักลงทุนที่ “ไม่ชอบเสี่ยง” เองนั้น ผลตอบแทนไม่มาก ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขอให้ดีกว่าเงินฝากก็พอ ขอเอามาใช้ ‘ประโยชน์ทางภาษี’ เป็นหลัก
ตลอดจนกลุ่มนักลงทุนที่ “ใกล้จะเกษียณ” ก็จะทยอยลดความเสี่ยงของพอร์ตของตัวเองลงโดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลง กลุ่ม “ตราสารหนี้” ก็จะเป็นทางเลือกของนักลงทุนทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี “สไตล์สายเซฟ”
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำเสนอข้อมูลอย่างผลการดำเนินงานของ “กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)-ประเภทตราตราสารหนี้” ที่ได้รวบรวมมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
Top 5 “RMF-ตราสารหนี้”…ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ 1.15-2.06%
โดยกองทุน “RMF-ตราสารหนี้” ดังกล่าวในอุตสาหกรรมได้มีให้เราได้คัดสรรและประกอบการตัดสินใจอยู่ถึง 51 กองทุน ซึ่งในแง่ของผลการดำเนินงานก็มีทั้งอยู่ใน ‘บวก’ และ ‘ลบ’ ปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและนโยบายการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)
แต่กองทุนที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในคราวนี้จะกองที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ซึ่งเริ่มจาก “กองทุนเปิดเคเคพี อินคัมเพื่อการเลี้ยงชีพ (KKP INRMF)” ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ ‘บลจ. เกียรตินาคินภัทร’ ทำผลตอบสะสมตั้งแต่ต้นปี (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ธ.ค. 64) ได้ 2.06%
“พร้อมกับการคัดสรรสินทรัพย์ในการลงทุนด้วยบริษัทเอง ภายใต้นโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมีแนวโน้มการเติบโตสูงและมีเสถียรภาพทางการเงินดีหรือของรัฐบาล, รัฐวิสาหกิจ,นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น, กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้อาวัล ผู้สลักหลัง ผู้ค้ำประกัน หรือคู่สัญญา เพื่อให้ผู้ถือหน่วยได้รับผลตอบแทนที่ดี”
ถัดมาเป็นกองทุนที่อยู่ใต้การบริหารจัดการจาก ‘บลจ.แอสเซทพลัส’ ที่มีชื่อกองว่า “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (ASP-FRF)” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ได้ 1.80%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝาก ทั้งในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นความมั่นคงของผู้ออกตราสารเป็นหลัก (Rating ไม่ต่ำกว่า BBB) ในระดับผลตอบแทนที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทจะไม่ลงทุนหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) และตราสารหนี้ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปร (Structure Note)”

ต่อมา “กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UGISRMF)” เป็นกองที่บริหารจัดการโดย ‘บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)’ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธ.ค. 64) ได้ 1.80%
“โดยกองทุนจะนำเงินของผู้ลงทุนเข้าลงทุนผ่านกองทุนหลัก อย่างกองทุน ‘PIMCO GIS Income Fund (Class I)’ ซึ่งกองทุนหลักมีเป้าหมายสร้างกระแสรายได้ โดยเน้นการบริหารลงทุนเชิงรุก มีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตการลงทุน มีการกระจายไปยังตราสารหนี้ทั่วโลกที่หลากหลาย เช่น ตราสารหนี้ที่มีรายได้จากสินเชื่อจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือรายได้จากสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อโอกาสสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาวจากการลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลกที่สอดคล้องกับการลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณอายุ”
ถัดมาเป็น ‘บลจ.กรุงศรี’ ในชื่อ “กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลสมาร์ทอินคัมเพื่อการเลี้ยงชีพ (KFSINCRMF)” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธ.ค. 64) ได้ 1.46%
“กองทุนจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลักอย่าง ‘PIMCO GIS Income Fund’ ซึ่งมีนโยบายกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สิน
สุดท้ายเป็น “กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล เพื่อการเลี้ยงชีพ (TMBBFRMF)” ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ ‘บลจ.ทหารไทย’ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ธ.ค. 21) ได้ 1.15%
“โดยกองทุนจะนำไปลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐ ตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ตราสารหนี้ภาคสถาบันการเงิน ตราสารหนี้ภาคเอกชนชั้นดีและตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel III โดยจะลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และมีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% ของ NAV”
“กองทุน RMF-ตราสารหนี้ ที่เราหยิบยกมาในครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งบางครั้งผลการดำเนินงานก็อาจจะได้การันตีผลการดำเนินงานในอนาคต เพราะนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันก็ทำให้ผลงานของแต่ละกองทุนแตกต่างกันออกไป บางจังหวะขึ้นอยู่กับภาวะของตลาดที่จะเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานไปด้วยเช่นกัน แต่โดยภาพรวมแล้วก็ถือว่ายังคงตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนที่ ‘ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง’ ได้เป็นอย่างดี”
