กองทุน “I-Class”…อีกช่องทางลงทุนสำหรับ “นักลงทุนสถาบัน” !!!
หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “มีเงินน้อย ก็ลงทุนกองทุนรวมได้” เพราะด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ตลอดจนการควบคุมต้นทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ
ทำให้เงินลงทุนในกองทุนรวมในปัจจุบันบางแห่ง ‘ไม่มีขั้นต่ำ’ แล้ว หรือเริ่มต้นแค่ที่ “1 บาท” ในการลงทุนครั้งแรกและครั้งถัดไป แต่ย้ำว่า...ไม่ใช่ทุกกองทุน และไม่ใช่ทุกบลจ.
แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า หากเรามองในมุมกลับกันจะมีกองทุนไหนบ้างที่จะต้องใช้ “เงินลงทุนขั้นต่ำ” เป็นจำนวนมหาศาลในการลงทุนแต่ละครั้ง
วันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวมที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำในการจะลงทุนแต่ละครั้งด้วยจำนวนเงินที่สูงหรือมากที่สุดในอุตสาหกรรม มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านกันในครั้งนี้
“กองทุนรวม” ที่โฟกัสกลุ่ม “นักลงทุนรายใหญ่-สถาบัน” จะมีเงินลงทุนขั้นต่ำที่สูงกว่า
“กองทุนรวม” เป็นเครื่องมือการลงทุนที่สร้างมาเพื่อให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย โดยเฉพาะ “นักลงทุนรายย่อย” แต่ก็ไม่ได้จำกัดว่า “นักลงทุนรายใหญ่” หรือ “นักลงทุนสถาบัน” จะลงทุนไม่ได้แต่ประการใด
“ซึ่งนักลงทุนสถาบันที่ลงทุนในกองทุนรวม ก็จะมีประโยชน์ด้านภาษีที่อาจจะแตกต่างกันไปกับนักลงทุนทั่วไปด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงจูงใจให้เข้ามาลงทุน เช่น กรณีถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนและหลังวันที่ได้รับเงินปันผล ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินหันผลมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณหากำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีทั้งจำนวน เป็นต้น”
หรือกองทุนบางประเภทมี “ความเสี่ยงสูง” หรือมี “ความซับซ้อน” มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจทำความเข้าใจได้ยากเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของนักลงทุนทั่วไปเข้ามาลงทุนแล้วได้รับผลกระทบหากเกิดผลไม่พึงประสงค์ ทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)” ก็ให้ตั้งเป็น “กอง AI (Accredited Investor)” ซึ่งจะไม่ขายกับผู้ลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อย ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มแรก “500,000 บาท” เพื่อแยกนักลงทุนประเภท AI ออกจากนักลงทุนทั่วไปนั่นเอง
“ด้วยพัฒนาการในเรื่องของ ‘Share Class (ชนิดหน่วยลงทุนกองทุนรวม)’ ในปัจจุบันก็ทำให้กองทุนรวมหนึ่งกองที่มีนโยบายลงทุนเหมือนกัน สามารถมีหน่วยลงทุนหลายชนิดได้ เพื่อตอบโจทย์ของกลุ่มนักลงทุนที่มีความต้องการที่แตกต่างกันเป็นสำคัญ บางคนไม่ชอบปันผล บางคนชอบปันผล เมื่อก่อนต้องไปตั้งเป็น 2 กองทุน นโยบายเหมือนกัน แต่ด้วย Share Class ทำให้กองทุนเดียว มีหน่วยลงทุน 2 ชนิดได้ ทั้งปันผลและไม่ปันผล ตอบโจทย์นักลงทุนคนละกลุ่ม แน่นอนนั่นทำให้แยกกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันออกจากนักลงทุนทั่วไปได้เช่นกัน โดยถูกตั้งชื่อเป็น ‘Share Class-I’ สำหรับ ‘นักลงทุนสถาบัน’ นั่นเอง รายย่อยจะไปลงทุนในชนิดหน่วยลงทุนนี้ก็หมดสิทธิเพราะใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง”
“ขั้นต่ำ 1,500 ล้านบาท”
โดยกองทุนที่เราได้หยิบยกมานำเสนอนั้น จะเป็นกองทุนที่อยู่ในอุตสาหกรรมของประเทศไทยเท่านั้นและข้อมูลของตัวกองทุนบางกอง อาจจะเคยผ่านหูผ่านตานักลงทุนมาบ้าง
“เพียงแต่ความแตกต่างของกองทุนที่ได้ทำการรวบรวมมา ชนิดหรือ Class ของกองที่บลจ.จัดทำขึ้นมาเพื่อขายให้แก่กลุ่มนักลงทุนตามเป้าหมายของบริษัท”

ซึ่ง “กองทุนเปิด วรรณ ชอร์ตเทอม ฟิกซ์ อินคัม” หรือ “ONE-FIXED” ที่ได้แบ่งชนิดหน่วยลงทุน “I” ขึ้นมา โดยเงื่อนไขการลงทุนในกองดังกล่าว จะต้องเป็นนักลงทุนทั่วไปที่สามารถลงทุนเงินขั้นต่ำในครั้งแรก “1,500 ล้านบาท” ขึ้นไป และครั้งถัดไปจะต้องใช้ลงทุนขั้นต่ำที่ 500 ล้านบาท
“ในส่วนของนโยบายการก็จะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งหนี้และตราสารทางการเงินต่าง ๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งที่เสนอขายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (investment grade) รวมกันทุกขณะไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
แต่ก็อย่างไรตามในปัจจุบัน ‘กองทุน ONE-FIXED’ ได้เปิดให้บริการแค่ในส่วนของชนิดหน่วยลงทุน A หรือสำหรับนักลงทุนทั่วไป และชนิดหน่วยลงทุน P หรือสำหรับผู้ลงทุนประเภทนิติบุคคลกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำแค่เพียง 1 บาทเท่านั้น ในส่วนของ ONE-FIXED-I ยังไม่มีบริการในปัจจุบัน
“ขั้นต่ำ 50 ล้านบาท”
ต่อมาจะเป็นกลุ่มกองทุนที่มีมูลค่าการลงทุนครั้งแรกและครั้งถัดไปที่ต้องใช้จำนวนลงทุนถึง “50 ล้านบาท” ซึ่งเป็นกองทุนรวมจาก “บลจ.พรินซิเพิล” จำนวนทั้ง 12 กองและกลุ่มเป้าหมายหรือเป็นชนิดหน่วยลงทุน “I” หรือสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน เท่านั้น
อย่างไรก็ดีชนิดหน่วยลงทุนดังกล่าวมีการจัดตั้งขึ้นแต่ยังไม่ได้เปิดให้บริการ ส่วนนักลงทุนรายย่อยยังสามารถใช้บริการได้ปกติภายใต้เงื่อนไขการลงทุนด้วยตัวเลขจำนวนเงินขั้นต่ำที่ถูกกว่ามากๆ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกองทุนแต่ละกอง
สำหรับกองทุนทั้ง 12 กอง ประกอบไปด้วย กองทุนเปิดพรินซิเพิล ไชน่า เทคโนโลยีI (PRINCIPAL CHTECH-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล เดลี่ อินคัม พลัสI (PRINCIPAL DPLUS-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล แบรนด์I (PRINCIPAL GBRAND-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล คลีน เอ็นเนอร์จี I (PRINCIPAL GCLEAN-I)
กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล คลาวด์ คอมพิวติ้ง I(PRINCIPAL GCLOUD-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล เอ็ดดูเคชั่น เทค I (PRINCIPAL GEDTECH-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล เฮลธ์ อินโนเวชั่น(PRINCIPAL GHEALTH-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล เอ็นแฮนซ์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซ์ อินคัม I (PRINCIPAL iPROPEN-I)
กองทุนเปิดพรินซิเพิล เดลี่ เซ็ท 50 อินเด็กซ์ I (PRINCIPAL SET50-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล สตราทีจิค อินคัม ฟันด์ I (PRINCIPAL SIF-I), กองทุนเปิดพรินซิเพิล ยูเอส อิควิตี้ I (PRINCIPAL USEQ-I) และกองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม ไทย ออพพอร์ทูนิตี้I (PRINCIPAL VTOPP-I)
“ข้อมูลกองทุนรวมที่เราได้รวบรวมมานั้น เป็นเพียงตัวอย่างกองทุน ‘ชนิดหน่วยลงทุน I’ เพียงบางส่วนเท่านั้น เพื่อนำเสนอข้อมูลหรือเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ในอุตสาหกรรมกองทุนรวมที่ยังมีให้เราค้นหาอยู่อีกมากมาย ซึ่งยังมีข้อมูลที่มีความน่าสนใจอยู่ภายใต้คำว่า ‘หอสมุดกองทุนรวม’ ที่รอให้เราได้เข้าไปค้นหาเพื่อเป็นอาหารสมองอีกมากมาย”
