เปิดโผ “5 Themes” เด็ด-สายเทคฯ...ชี้ครึ่งปีหลังเป็น ‘จังหวะเข้าลงทุน’ !!!
Fun of Funds: ปฏิเสธไม่ได้ว่า...“มุมมองที่มีต่อตลาด” จะเป็นปัจจัยที่กำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนของเราติดตามมาด้วยเช่นกัน
ในปีเสือนี้โจทย์หินที่เป็น “เงื่อนตาย” ที่ท้าทายนักลงทุนก็การมาพร้อมๆ กันของ 3 เรื่องสำคัญ นั่นก็คือ “เงินเฟ้อสูง-ดอกเบี้ยขยับ-เศรษฐกิจโตช้า” ที่พร้อมใจกันมาในช่วงเวลาเดียวกัน
ตั้งสติ ก่อนสตาร์ทการลงทุนอาจช่วยคุณได้ เพราะในภาวการณ์เช่นนี้ การเลือกการลงทุนได้ “ถูกต้อง” และ “เหมาะสม” ก็อาจกลายเป็นแต้มต่อที่สำคัญให้คุณประสบความสำเร็จในปีเสือดุได้เช่นกัน
2 ตลาดพัฒนาแล้ว ทั้ง “สหรัฐ-ยุโรป” คือ คำตอบสุดท้าย ที่ต้องขีดเส้นใต้กำกับอีกว่า “เน้นหุ้นคุณภาพ” ที่พร้อมจะเติบโตในทุกภาวะตลาดและทนทานต่อตลาดขาลงได้เป็นอย่างดีนั่นเอง
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพามาเปิดมุมมองการลงทุนในปีนี้กับทาง “บลจ.พรินซิเพิล” กัน
“บลจ.พรินซิเพิล” คาดปีนี้ FED ขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งๆ ละ 0.25%...ชู “หุ้นคุณภาพ” ใน ‘สหรัฐ-ยุโรป’ รับมือ
เป็นที่แน่นอนแล้วว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้แน่นอน ส่วนจะกี่ครั้งนั้นตลาดก็ยังคาดเดากันไปต่างๆ นานา ตั้งแต่ 4 – 8 ครั้ง แล้วแต่มุมมองของแต่ละเฮ้าส์ พร้อมกันนี้ก็จะทำการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening: QT) ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาและยังน่าจะทำให้ตลาดผันผวนต่อเนื่องได้
“แน่นอนนักลงทุนที่ลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” เองยิ่งสนใจใคร่รู้ว่าจะเอายังไงต่อกันดี เพราะดูจะอยู่จุดศูนย์กลางของนโยบายเต็มๆ ด้วย ตลาดเองก็ขึ้นมาหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตามที่ยังอุ่นใจได้คือตลาดยังมองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐยังคงเติบโตได้ในปีนี้ แม้จะไม่มากเท่าปีก่อนก็ตาม”
โดย “ศุภกร ตุลยธัญ” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล มองตลาดที่ยังสามารถลงทุนได้ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้ว่า “สหรัฐ” และ “ยุโรป” ยังเป็น 2 ตลาดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ลงทุนได้ เพราะโดยปกติแล้วเวลา FED ขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ดีกับ “ตลาดเกิดใหม่ (EM)” จากทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ในขณะที่ “ตลาดพัฒนาแล้ว (DM)” ยังสามารถทำผลตอบแทนได้ดีแม้ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

(ศุภกร ตุลยธัญ)
“เราประเมินว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ เป็นการขึ้นที่สมเหตุสมผล ครั้งละ 0.25% ในเดือนมี.ค./มิ.ย./ก.ย./ธ.ค. และจะเริ่มทำ QT ในเดือนก.ค. ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ FED เองที่อยากเห็นผลของการขึ้นดอกเบี้ยก่อนสัก 2 ครั้งแล้วค่อยทำ QT ซึ่งเมื่อทำ QT แล้วความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยก็จะลดลงด้วย ทั้งนี้เราประเมินว่าเงินเฟ้อจะขึ้นไปสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปี22 และดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งจะลดแรงกดดันลง”
มอง “หุ้นไทย” & “หุ้นเวียดนาม” ปีเสือดีตามศก.ที่กลับมาเติบโต
ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนจากสถิติ “หุ้น Defensive” และ “หุ้นที่มีคุณภาพ (Quality)” จะมีความทนทานต่อตลาดขาลงในช่วงวิกฤติได้ดีกว่าหุ้นทั่วไป ดังนั้น แนะนำให้เน้นหุ้นคุณภาพในสหรัฐและยุโรปเป็นสำคัญ ที่มีงบการเงินแข็งแกร่ง หนี้น้อย มีกระแสเงินสดที่ดี จะสามารถ Outperform ตลาดได้ในช่วงที่ตลาดผันผวนเช่นนี้

“หุ้นไทยกับเวียดนามเองในปีนี้ก็กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เพราะเป็น 2 ประเทศที่เศรษฐกิจในปี22 เทียบกับปี21 จะกลับมาโตเพิ่มขึ้น วงจรเศรษฐกิจอาจจะช้ากว่าภูมิภาคอื่นแต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนเช่นกัน หุ้นไทยเองยังไม่แพง ในขณะที่หุ้นเวียดนามก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการควบคุม COVID-19 ที่ทำได้ดี จึงเป็นอีก 2 ตลาดที่น่าสนใจ”
เปิด “5 Themes เด็ด” กลุ่มเทคฯ...ตอบโจทย์การลงทุนระยะยาว
นอกจากหุ้นที่เป็นภูมิภาคและรายประเทศแล้ว ก็ยังมีอีก “5 Themes” การลงทุนที่น่าสนใจและตอบโจทย์การลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
ด้าน “วรุณ ทรัพย์ทวีกุล” ผู้จัดการกองทุน ฝ่ายการลงทุนต่างประเทศ บลจ.พรินซิเพิล แนะนำว่า ทั้ง 5 Themes นี้เป็นเทรนด์แห่งอนาคตที่จะเติบโตตามโลกยุคดิจิทัล เริ่มด้วย 1) Automation & Robotics ที่กำลังเติบโตในแวดวงอุตสาหกรรมทั่วโลกและเข้ามาทดแทนแรงงานคนที่กำลังลดน้อยลงเพราะโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นตามลำดับ 2) Healthcare Innovation ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นจากการที่สังคมโลกก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ คนมีอายุเฉลี่ยที่ยาวนานขึ้น และคนกลุ่มนี้จะใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน

(วรุณ ทรัพย์ทวีกุล)
“3) Millennial Consumer จะก้าวเข้ามาเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่จับจ่ายใช้สอยในเรื่องราวต่างๆ ที่แปลกใหม่มากขึ้น ในสหรัฐคาดว่าคนกลุ่มนี้จะก้าวขึ้นมามีสัดส่วนประมาณ 75% ในตลาดแรงงานในปี2030 4) Electric Vehicles ที่กำลังเติบโตไปทั่วโลกจากแรงขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมเองด้วย ทำให้ตลาดรถ EV เติบโตขึ้นอย่างมากและต้นทุนการผลิตในอนาคตจะลงมาต่ำกว่ารถใช้น้ำมันในที่สุด และสุดท้าย 5) Metaverse ที่กำลังมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Ecosystem ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่หลากหลายและบางอย่างก็เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น จึงยังสามารถเติบโตได้อีกมาก
นี่คือ 5 Themes เด่นที่ควรมีติดพอร์ตการลงทุนเอาไว้ตอบโจทย์ระยะยาว ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังเมื่อตลาดผันผวนน้อยลง หลายอย่างชัดเจนขึ้น น่าจะเป็น “จังหวะในการเข้าลงทุน” ได้ และทั้งหมดนี้ คือมุมมองและ Themes การลงทุนเด็ดๆ ที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
