“กระจายความเสี่ยง” รับดอกเบี้ยขาขึ้น...แนะ “หุ้นถูก & ธีมเด่น” ทางเลือกที่ตอบโจทย์ !!!

Fun of Funds: ในปี 64 ที่ผ่านมาอาจจะเป็นปีที่นักลงทุนจะต้องกุมขมับกันหลายราย เพราะบางตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มว่าจะไปได้ไกลอย่างตลาดจีน ก็ต้องโดนรัฐบาลสกัดดาวรุ่งจนต้องร่วงแบบระเนระนาด


แต่ในปีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความยากลำบากเช่นกัน เพราะด้วยนโยบายการเงินของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)” ที่หลังจากลดวงเงิน QE แล้ว จะตามมาด้วยการ “ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น” และลดขนาดงบดุล (QT)


จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีความกังวลในตลาดหุ้นเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ไม่ชัดเจนของเฟดว่าจะมีการปรับขึ้นกี่ครั้งในปีนี้จนทำให้เกิดความคาดเดาไปต่างๆ นานา ซึ่ง “อะไรที่ไม่ชัดเจน...ตลาดหุ้นไม่ชอบ”


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้มีมุมมองตลาดทุนและการปรับพอร์ตลงทุนให้รับสถานการณ์ตลาดที่น่าสนใจจาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด” มาแชร์กันในครั้งนี้



“เฟด” ส่งสัญญาณ
‘ดอกเบี้ยไม่ชัดเจน’ ทำตลาดผันผวน...แต่หลังภาพชัดมีโอกาสแรลลี่ได้เช่นกัน

โดย “พจน์ หริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด ให้มุมมองว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 65 เป็นปีที่ตลาดมีความผันผวนสูง เนื่องจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นนั้น ยังไม่มีความแน่นอนและความชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยกี่ครั้งและปรับขึ้นเร็วแค่ไหน ทำให้ตลาดเกิดการคาดเดาไปในหลายทิศทางและเกิดเป็นแรงขายในหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัลบางตัว



(พจน์ หริณสุต)



“ซึ่งการปรับลด QE และการปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าการส่งสัญญาณที่ไม่ชัดเจนของเฟดในครั้งนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดผันผวน โดยหลังจากนี้หรือราว 2 -3 เดือนมองว่าตลาดมีโอกาสที่จะกลับมาแรลลี่อีกครั้ง เพราะสถานการณ์ต่างจะเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของเศรษฐกิจและการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เริ่มหมด”



แนะจับตา “การเมือง”
4 บิ๊กใหญ่ของโลกควบคู่...แต่เชื่อขั้วอำนาจไม่เปลี่ยน-ไม่กระทบตลาดทุน

ในแง่ของภาพรวม “เศรษฐกิจโลก” ในปี 65 ประเมินว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง 4% ซึ่งระดับการเติบโตที่อาจจะไม่หวือหวามากนักเนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามายังตลาด แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปนั้นด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่กลับมาสู่ภาวะปกติอย่างไม่เท่าเทียมกันทำให้แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไปในระยะข้างหน้า


“แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามนอกจากนโยบายการอัตราดอกเบี้ยของเฟด ยังมีเรื่องเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศมหาอำนาจในปีนี้ที่จะเกิดการเลือกตั้งขึ้น โดยประเทศหลักๆ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ไปจนถึงการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ซึ่งเป็น 4 กลุ่มประเทศใหญ่ของโลก”


ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มของผลการเลือกตั้งจะไปในทิศทางเดิมหรือไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมาก โดยไม่อาจส่งผลต่อตลาดทุนมากนักเพราะหากขั้วอำนาจการเมืองหรือประธานาธิบดียังเป็นคนเดิมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิมต่อไป ซึ่งถ้าหากไม่มีเรื่องช็อกกับปัจจัยข้างต้นก็คาดว่ายังไม่น่ามีประเด็นกับตลาด





แนะ “กระจายความเสี่ยง”...มองหาหุ้นถูกเพื่อลงทุน
-ชู “จีน-ญี่ปุ่น” น่าสนใจ

“อย่าให้ความผันผวนของตลาดในระยะสั้นมาทำให้เราตกใจไปถึงขึ้นต้องเปลี่ยนวิธีลงทุน เพราะถ้าพอร์ตของเรามีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายก็ควรจะปรับเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในบางสินทรัพย์ลงเพื่อรับมือกับภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา” นายพจน์ กล่าว


สำหรับการคัดเลือกหุ้นที่จะเข้าลงทุนในปีนี้เราอาจจะต้องคัดเลือกหุ้นเป็นรายตัวที่มีการเติบโต แต่ไม่ควรลงสินทรัพย์ทุกอย่างในที่เดียว ควรจะ “กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก” เพราะในบางตลาดหุ้นรายประเทศอาจจะไม่มีธุรกิจบางประเภทที่ปรับตัวขึ้นตามตลาดได้หรือบางธุรกิจก็อาจโดนผลกระทบเชิงลบในช่วงตลาดขึ้นได้ จึงไม่มีธุรกิจไหนที่เป็นผู้ชนะได้ตลอดกาล


“รวมถึงการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีราคาถูกก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันหุ้นส่วนใหญ่ราคาเริ่มแพงไม่ว่าจะเป็น ‘หุ้นสหรัฐฯ’ และ ‘หุ้นอินเดีย’ แต่ก็ยังมีตลาดหุ้นที่น่าสนใจอย่าง ‘หุ้นญี่ปุ่น’ หรือ ‘หุ้นจีน’ เองที่ราคาค่อนข้างถูก แต่ก็ยังต้องระมัดระวังและติดตามเกี่ยวกับนโยบายการกำกับของรัฐให้คลี่คลายก่อน”



ชู
4 ธีมเด่นน่าสนใจ...หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก “น้ำมันแพง-ดอกเบี้ยขึ้น” และ “หุ้นยั่งยืน”-“หุ้นล้ำสมัย”

โดยถ้าจะมองเป็น “ธีมการลงทุน” ก็อาจจะลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นสูง อย่างพลังงาน เหมือง เหล็ก หรือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอย่างกลุ่มธนาคาร การเงินไฟแนนซ์ และธีมการลงทุนในธุรกิจการเติบโตที่ล้ำสมัยเข้าเมกะเทรนด์


“อีกหนึ่งธีมที่ดูน่าสนใจและจะช่วยสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว อย่างธีมหุ้นยั่งยืน (ESG) ที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐในประเทศหลักๆ ของโลกที่ต้องการจะลดมลพิษให้เป็น 0 ในปีข้างหน้า จึงทำให้ธุรกิจหรือหุ้นที่เกี่ยวกับความยั่งยืนมีแนวโน้มการเติบโตได้สูงในระยะยาว”


นอกจากนี้การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก อย่าง กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่อาจได้รับประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่ควรลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากผลตอบแทนดูยังไม่น่าสนใจแม้ว่าจะเป็นช่วงขาขึ้นของดอกเบี้ยก็ตาม


“แม้ว่านโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นสิ่งยังที่ตลาดต้องคาดเดาอยู่ในเวลานี้ แต่ความเสถียรภาพทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน ซึ่งการรับมือเป็นอย่างแรกสำหรับนักลงทุนก็ต้อง ‘ไม่ตื่นตระหนก’ ไปกับความผันผวนของตลาดและจะต้องพยายาม ‘กระจายการลงทุน’ ในหลากหลายสินทรัพย์นั่นเอง”

Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม

Most Viewed
Fun of Funds
“UGFT” กระจายลงทุนทั่วโลก… ตอบโจทย์ “การสร้างความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
เมื่อ อีก 18 ชั่วโมง
Sustainability
“การลงทุน” เพื่อรับมือกับ “Climate Risk”… คือ “การลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าของธุรกิจ” !!!
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“การตึ๊ง” เป็นศิลปะ... ในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนของ “ผู้ที่มีรายได้น้อย” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“บลจ.” 1H26 “สุดปัง” กำไรพุ่ง +30.83%... “บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์” แชมป์กำไรโตสุด +1,150.34% “บลจ.เอ็กซ์สปริง” ขาดทุนเพิ่มมากสุด -368.01% “บลจ.กสิกรไทย” แชมป์กำไรมากสุด 1.8 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us