มั่นใจ “หุ้นสหรัฐ” ยังขาขึ้น-แนะทยอยสะสมตอนย่อตัว...ส่วน “หุ้นจีน” ให้ลงทุนยาว 5 – 10 ปี !!!
Fun of Funds: ล่าสุดสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง “ยูเครน-รัสเซีย” ดูจะคลี่คลายในเชิงบวกหลังรัสเซียถอนกำลังทหารบางส่วนออกจากชายแดนแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Crypto ตอบรับในเชิงบวกทันที
อย่างไรก็ตาม “หัวใจสำคัญ” คือการจัดพอร์ตให้ตอบโจทย์เป้าหมายของตัวเอง ที่จะไม่หวั่นไหวไปกับความผันผวนในระยะสั้น
การจัดพอร์ตของนักลงทุนหลายๆ คนมักจะเลือกจัดพอร์ตตามกระแสหรือเทรนด์ที่จะได้รับประโยชน์ในอนาคต เพื่อโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น
แต่การจะเลือกเทรนด์ให้เข้ากับกระแสในอนาคต ก็จะมีธีมมากมายหลายอย่างให้แต่ละเลือกสรรตามไลฟ์สไตล์ของนักลงทุน จนทำให้บางครั้งอาจจะพลาดธีมที่น่าสนใจไป
เพื่อไม่ให้เป็นการ “ตกรถ” จึงจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อการ “ปรับพอร์ต” การลงทุนเข้ามาสถานการณ์หรือภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างรวดเร็ว
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากจะขอนำเสนอมุมมองการลงทุนและการจัดพอร์ตให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันโดยมีผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเป็นผู้ให้คำแนะนำ
“ดอกเบี้ยขาขึ้น”...เลี่ยง “ตราสารหนี้”-ชู “หุ้น” ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ซึ่งผู้ที่มาให้ข้อมูลในครั้งนี้คือ “พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ความเสี่ยงของการลงทุนในปีนี้จะเป็นเรื่องปัจจัยของการลดขนาดวงเงิน QE (QE Tapering) และนำไปสู่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อรับมือกับตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

(พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา)
“ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายสำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือตราสารหนี้ที่จะเจอความเสี่ยง 2 เด้ง ประกอบไปด้วย ‘เงินเฟ้อที่เพิ่มสูง’ และ ‘อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ’ จึงโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเป็น Negative Return หรือติดลบ ซึ่งในสภาวะเช่นนี้การลงทุนในสินทรัพย์ตราสารทุนหรือหุ้น ยังคงเป็นที่น่าสนใจและดีที่สุด”
เนื่องจากนักลงทุนยังมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนในการถือครองสินทรัพย์ อย่าง “อัตราเงินปันผล (Dividend Yield)” จากแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ยังเติบโต ถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแตกต่างจากตราสารหนี้ ที่ราคาสินทรัพย์อาจจะปรับลดลง โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาว
มั่นใจ “หุ้นสหรัฐ” ยังขาขึ้น-แนะทยอยสะสมตอนย่อตัว...ส่วน “หุ้นจีน” ให้ลงทุนยาว 5 – 10 ปี
สำหรับภาพการลงทุนในระยะสั้นหรือในปีนี้ เมื่อพิจารณาจาก “MSCI All-Country World Equity Index” จะพบว่าน้ำหนักการลงทุนหรือความน่าสนใจจะไปอยู่ที่สหรัฐฯ ถึง 60%, ยุโรป 15% และจีน 3.87% ขณะที่ไทยอยู่เพียง 0.17% จึงอยากแนะนำนักลงทุนที่จะลงทุนในกองทุนให้ดูดัชนีชี้วัดมาตรฐานของกองเป็นอย่างไร
“ซึ่งทางบริษัทก็มีมุมมองที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะตลาด ‘หุ้นสหรัฐ’ ที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไบโอเทค เฮลธ์แคร์ ที่ค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่าในระยะสั้นจะโดนกดจนเกิดแรงขายจากนักลงทุน แต่ด้วยภาวะตลาดที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น (Bull Market) ก็จะกลับมาได้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะทยอยสะสมช่วงตลาดปรับฐาน”
ขณะเดียวกัน “ตลาดหุ้นจีน” ก็ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจและแนะนำให้ลงทุนระยะยาว 5-10 ปี ด้วยกลุ่มธุรกิจในตลาดที่มีกลุ่มเมกะเทรนด์ค่อนข้างสูง ซึ่งการที่ตลาดถูกกดดันปัจจัยทางการเมืองอย่างการควบคุมเกณฑ์ในการทำธุรกิจจากนโยบายของภาครัฐ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นได้ท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปบ้างแล้ว
เปิดธีม “Megatrend” 5 ธีม...ในคอนเซ็ป A, B, C D และ E
ขณะที่มุมมองการลงทุนหรือธีมที่น่าสนใจนับตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นไป อย่างธีมการลงทุน “เมกะเทรนด์” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งธีมที่มีความน่าสนใจซึ่งทางบริษัทได้มีการคัดเลือก 5 กลุ่มที่มีน่าสนใจภายใต้คอนเซ็ป A, B, C D และ E ประกอบไปด้วย
ธีมแรก A “สังคมสูงวัย (Aged Society)” และ “ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)” โดยสังคมทั่วโลกในปัจจุบันเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ยิ่งเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกอย่างจีนและญี่ปุ่นที่ได้เข้าสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบจึงทำให้กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก ขณะที่ AI ก็มีแข่งขันกับ AR ที่ค่อนข้างสูง ในอนาคตจึงมีการเติบโตที่สูง

ต่อมาเป็น B ธีมที่เกี่ยวกับ “Big Data” และ “Blockchain” ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้เป็นตัวเร่งให้ผู้คนทั่วโลกเข้าสู่อินเทอร์เน็ตอีโคโนมี (Internet Economy) โดยเฉพาะการทำธุรกรรมบนออนไลน์ จึงเป็นตัวผลักดันให้การใช้ Big Data และ blockchain เทคโนโลยีตามมาในภายหลัง
โดยส่งผลให้สิ่งตามอย่าง C ที่ประกอบไปด้วย “Cybersecurity” เป็นสิ่งที่บริษัทต้องสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น รวมไปเรื่อง “Cloud computing” ที่บริษัทต้องทำมารองรับกับ Big Data และ Climate change ที่ทั่วโลกได้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ จึงทำให้เป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราต่อเนื่องไปน้อยอีก 1 ถึง 2 ทศวรรษ
ถัดมาที่ D อย่าง “Data Center” การใช้ข้อมูลจำนวนจึงเป็นหนึ่งสิ่งจำเป็นที่ภาคธุรกิจจะต้องลงทุนในการเก็บข้อมูลซึ่งในปัจจุบันบริษัทรายใหญ่ต่างๆ ก็เริ่มมีการขยายเข้ามาลงทุนในไทยและแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามมาที่ “DeFi” หรือ “การเงินแบบกระจายศูนย์” ที่ในปัจจุบันจะยังเป็นความเสี่ยงต่อนโยบายทางการเงินแต่ท้ายที่สุดก็เชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สุดท้าย E ซึ่งแน่นอนประกอบไปด้วย “ESG” และ “EV” โดยในอนาคตเครื่องยนของรถยนต์จะเปลี่ยนมากใช้เป็น EV มากขึ้นซึ่งสิ่งที่ตามมาจะทำให้สถานีชาร์จรถไฟฟ้า, แบตเตอรี่ EV และสายเคเบิล EV จึงเป็นโอกาสการลงทุนที่จะเข้าไปสร้างผลตอบแทนในอนาคต
“ภายใต้สถานการณ์ที่ ‘อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น’ อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเกิดการตกใจจนเกิดเป็นแรงขายใน ตลาดสารทุนหรือหุ้น อย่างต่อเนื่อง แต่ก็เพียงปัจจัยที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ซึ่งตลาดหุ้นในหลายๆตลาดก็ยังคงเป็นขาขึ้นและธุรกิจอย่างกลุ่มเมกะเทรนด์ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน”
