ชู “เอเชีย-อินเดีย-อาเซียน-เวียดนาม”...เป็นดาวเด่น “ตลาดเกิดใหม่” !!!
Fun of Funds: ภาพรวม “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าถูกความร้อนแรงของ “ตลาดพัฒนาแล้ว” บดบังรัศมีไปจนหมอง ผลตอบแทนก็ยังไล่หลังอยู่หลายช่วงตัว ตั้งแต่ต้นปีดัชนี MSCI EM Index (ณ วันที่ 31 ม.ค. 22) -1.89%, 3ปี 7.19% ต่อปี, 5 ปี 8.30% ต่อปี และ 10ปี 4.16% ต่อปี
ในณะที่ดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI ให้ผลตอบแทนในช่วงเวลาเดียวกัน YTD -4.91%, 3 ปี 15.42% ต่อปี, 5 ปี 12.64% ต่อปี และ 10 ปี 10.66% ต่อปี เล่นเอาหมดเสน่ห์ไปเลยในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก
โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นปีที่เจอกับอุปสรรคหลายๆเรื่องจนกดดันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “ตลาดหุ้นจีน” ที่มีทางรัฐบาลจัดระเบียบและการออกกฎเกณฑ์ของทางการจีน
หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงักลงไปในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของCOVID-19 สายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงมากขึ้น จนทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องชะลอลง
และระเบิดลูกล่าสุดกับสงคราม “ยูเครน-รัสเซีย” ทำให้นักลงทุนเองก็เกิดความกังวลขึ้นว่า “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” จะสามารถกลับมาน่าสนใจได้เทียบเท่ากับ “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” หรือไม่
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ อยากจะขอพาผู้อ่านมาพบกับมุมมองการลงทุนใน “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ที่น่าสนใจมาแบ่งปันกันในครั้งนี้
“ttb” มอง “หุ้นตลาดเกิดใหม่” จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้งช่วงครึ่งปีหลัง...ชู “หุ้นเอเชีย & อินเดีย” เด่นสุด
โดย “ภูริพัฒน์ ละเอียดธนะกิจ” นักกลยุทธ์ด้านการลงทุน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb ได้ให้มุมมองว่า การลงทุนใน “หุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่” ในปีนี้ ด้วยปัจจัยกดดันทั้งในเรื่องของเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง, การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงต้นปี, ปัญหาทางด้าน supply chain ที่ยังคงอยู่
รวมถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่ยังไม่เข้มแข็งเท่ากลุ่มพัฒนาแล้ว อาจทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวมยังไม่มีความน่าสนใจ แต่โมเมนตัมการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในช่วงต้นปี65 ยังชี้ไปที่การลงทุนใน “หุ้นอินเดีย” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดาวเด่นของการลงทุนในปี 64

“แต่อย่างไรก็ดีในช่วงครึ่งหลังการลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีความน่าสนใจมากขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่เริ่มผ่อนคลายลง ทั้งความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อ รวมถึงความเข้มงวดของการดำเนินนโยบายทางการเงินที่อาจรับรู้ไปบ้างแล้ว”
ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับ “ตลาดพัฒนาแล้ว” ระดับราคาหุ้นที่ถูกกว่าจะทำให้หุ้นกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่” มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ ‘กลุ่มประเทศในเอเชีย’ ที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี และมีอัตราการเติบโตที่สูง แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการของ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ด้วยเช่นกัน
“หุ้นอาเซียน” แนวโน้มฟื้นตัวดีตามศก.ปี65...ส่วน “หุ้นจีน” ถูกจริง-แต่ยังต้องจับตาใกล้ชิด
แม้นักลงทุนบางส่วนจะมองว่า “หุ้นจีน” อยู่ในระดับราคาที่ถูกแล้วก็ตาม เนื่องจากมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง และการออกกฎเกณฑ์ที่สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจของจีนว่าจะเบาบางลงหรือไม่
“สำหรับคำแนะนำการลงทุน อยากให้นักลงทุนโฟกัสเป็นรายภูมิภาคและรายประเทศ โดยเริ่มที่ ‘ตลาดหุ้นอาเซียน’ ที่มีความน่าสนใจในการลงทุนในปี65 จากปัจจัยสนับสนุนอย่าง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งด้วยองค์ประกอบของหุ้นอาเซียนที่เน้นไปทางหุ้นกลุ่มวัฏจักรที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ ตามแนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่คาดว่าจะคลี่คลายดีขึ้นในปี65”
รวมถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังค่อนข้างดี ทำให้คาดว่าจะได้รับผลกระทบที่จำกัดจากแนวโน้มการดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
“หุ้นเวียดนาม”...ตลาดสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง-โอกาสมาพร้อมความผันผวน
นอกจากนี้ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ก็เป็นอีกหนึ่งในตลาดหุ้นที่ลงทุนได้ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หรือมีระยะเวลาลงทุนนาน โดยมีความน่าสนใจทั้งจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว การลงทุนโดยตรงจากนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ตลาดหุ้นเวียดนามที่ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่มีการเติบโตที่โดดเด่น
อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ตลาดหุ้นเวียดนามยังเป็น “ตลาดหุ้นชายขอบ (Frontier Markets)” ซึ่งมีลักษณะที่ผันผวนสูง และการที่ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในปี64 จึงอาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรได้ ทำให้นักลงทุนต้องมีความระมัดระวังที่มากขึ้นในการลงทุน
“แม้ว่าตลาดเกิดใหม่ความน่าสนใจโดยอาจจะสู้ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ ไม่ได้ในช่วงครึ่งปีแรก แต่ในช่วงครึ่งปีหลังก็มีปัจจัยที่ส่งให้ตลาดกลับมาโดดเด่นและหากเราจับจังหวะลงทุนในตลาดที่เป็น ‘ดาวเด่น’ ได้ก็จะเป็นตัวช่วยสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี”
