“บลจ.ยูโอบี” ลั่นปี65 ตั้งเป้า AUM โตอีก 10% แตะ 2.64 แสนล้านบาท...พร้อมยึดมั่นแนวทาง “ESG” ในการรุกธุรกิจ !!!
Fun of Funds: ธุรกิจ “กองทุนรวม” ถือว่าเป็นตลาดที่แข่งขันอย่างเสรี เพราะตลาดนี้ในไทยยังเติบโตได้อีกมาก และนั่นทำให้มีผู้เล่นอย่างบลจ.ที่หลากหลาย
แต่ถ้าจะพูดถึง “บลจ.ต่างชาติ” ที่เข้ามารุกธุรกิจนี้ในไทยเป็นอันดับต้นๆ และถือเป็นหนึ่งในผู้นำของบลจ.ต่างชาติก็ต้องนึกถึง “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” หรือ “UOBAM” นั่นเอง
ในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ภาคธุรกิจต่างก็ได้มีการปรับตัวตั้งแต่แผนการทำธุรกิจไปจนถึงโครงสร้างเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์
ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจอย่างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอง ที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การบริการรูปแบบใหม่หรือจะเป็นกองทุนรวมธีมที่เกาะกระแสของโลก
ซึ่งในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็มีอีกหนึ่งบลจ.อย่าง “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด” ที่จะมาเล่าถึงความสำเร็จและการต่อยอดของธุรกิจในปี 65 กันในครั้งนี้
“บลจ.ยูโอบี” มองศก.ฟื้นตัวแต่ยังต้อง ‘ระมัดระวัง’ ในหลายปัจจัย...พร้อมมุ่งมั่นพัฒนา ‘โพรดักต์การลงทุนใหม่ๆ’ เสิร์ฟนักลงทุนต่อเนื่อง
โดย “วนา พูลผล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) บอกว่า ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 แต่ด้วยตัวเลขของการฉีดวัคซีนที่ปรับตัวสูงขึ้น และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี แต่ก็ยังคงมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตามอย่าง “ระมัดระวัง”

(วนา พูลผล)
“ซึ่งทางบริษัทก็ยังคงแสวงหาโอกาสการลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือกใหม่ๆ ให้กับนักลงทุน ซึ่งก็ได้ร่วมมือกับ ‘ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ ในการพัฒนา ‘กองทุน ETF รูปแบบใหม่’ ในเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนไทยได้มีโอกาสเข้าถึง ETF ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องนำเงินไปซื้อกองทุนในต่างประเทศโดยตรง และมีการจัดการความเสี่ยงเรื่องค่าเงินจากการลงทุนผ่านนโยบายของกองทุน มากไปกว่านั้นยังเป็น ETF กองทุนแรกที่ขยายช่องทางการลงทุน โดยรองรับช่องทางการซื้อขายทั้งจากนักลงทุนที่มีบัญชีซื้อขายหุ้น สามารถลงทุนได้ผ่านโบรกเกอร์ และนักลงทุนที่มีบัญชีซื้อขายกองทุนรวม ก็สามารถเข้าถึงการลงทุน ‘UHERO’ ผ่านตัวแทนจำหน่ายได้อีกด้วย”
ปรับขั้นตอนการลงทุนให้คำนึงถึงเกณฑ์ “ESG”…นำเสนอเป็นโปรดักต์สู่ลูกค้าทุกกลุ่มของบริษัท
นอกจากนี้การลงทุนในธุรกิจที่มีแนวคิดเกี่ยวกับ “การพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน” หรือ “ESG” ซึ่งย่อมาจาก Environment, Social, และ Governance เป็นกระแสที่บลจ.ยูโอบี เห็นว่าเริ่มมีนักลงทุนให้ความสนใจบนพื้นฐานความเชื่อว่า การสร้างสมดุลในการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและสังคมได้
“จะส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการสร้างผลกำไรในระยะยาวได้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำของกลุ่มยูโอบีในภูมิภาค เพื่อปรับขั้นตอนการลงทุนให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ของธุรกิจ ESG ที่เป็นไปตามแนวทางของ PRI (Principles for Responsible Investment) เข้ามาประกอบการตัดสินใจในการบริหารกองทุน”
ปัจจุบันเรามีการนำเสนอกองทุนที่ลงทุนในธุรกิจ ESG ผ่านกองทุนรวมสำหรับลูกค้ารายย่อย กองทุนส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าสถาบัน และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมไปถึงกองทุนรวมที่มีอยู่แล้วและได้มีการปรับกระบวนการลงทุนตามแนวทาง ESG

ยึดมั่นแนวทาง “ESG” จับมือ “พันธมิตรระดับโลก” เน้นการเติบโตแบบยั่งยืน...ผ่าน “กองทุน” ที่นำเสนอนักลงทุนทั่วโลก
อีกทั้งกลุ่ม “ธุรกิจจัดการกองทุน ยูโอบี” ยังได้ร่วมมือกับ “พันธมิตรระดับโลก” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุนเพื่อความยั่งยืนหลายแห่ง ในการใช้ประสบการณ์และกระบวนการลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัยและแนวทาง ESG อย่างเข้มงวด ผ่านกองทุนที่เรานำเสนอให้กับนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับ “บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)” ในฐานะบริษัทย่อยของกลุ่มธุรกิจจัดการกองทุน ยูโอบี ที่ร่วมยึดมั่นตามวิสัยทัศน์อย่างแข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแรกๆ ในประเทศไทยที่ปฏิบัติตามแนวทางของ PRI เกี่ยวกับการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ในกระบวนการลงทุนนั้น
“ในปี 65 เรายังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้นโยบาย 3 Pillars ประกอบไปด้วย 1.การนำเทคโนโลยีและดิจิทัลให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพ 2.การลงทุนแบบยั่งยืนให้แก่ลูกค้าและนักลงทุน 3.การต่อยอดกองทุน ETF โดยออกกองทุนที่เป็นธีมเมติกให้มีความหลากหลายตอบโจทย์นักลงทุน ซึ่งในปีนี้จะออกเพิ่มอย่างน้อย 6 กองทุน”
ลั่นปี65 ตั้งเป้า AUM โตอีก 10%...รุกหนักทุกช่องทางขาย-เติมโปรดักต์ใหม่-ให้บริการวางแผนเกษียณ
ด้าน “รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงการพัฒนาระบบซื้อขายกองทุนออนไลน์ Mobile application “UOBAM INVEST” และบนเว็บไซต์ผ่านระบบ Premier online ในช่วงหลายปีที่ผ่าน และได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับการคิดค้นและพัฒนาบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์ COVID-19

(รัชดา ตั้งหะรัฐ)
“ทำให้นักลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการลงทุนมาทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์กันมากขึ้น จนทำให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ที่ทำผ่านช่องดังกล่าวเติบโตขึ้นถึง 22% และมีลูกค้าใหม่จากช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 38% ซึ่งคาดว่าในปี 65 จะยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง”
นอกจากนี้บริษัทยังคงโฟกัสในช่องทางการให้บริการแก่ลูกค้า ผ่านพันธมิตรทั้งจากในกลุ่มโบรกเกอร์(บริษัทหลักทรัพย์) หรือเป็นลูกค้าโดยตรงจากพันธมิตร รวมไปถึงช่องทางอย่างบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ที่ปัจจุบันได้มีบลน.เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงเป็นอีกช่องที่มีความสำคัญ
และเมื่อ “ช่องทางการขาย” ที่เพิ่มขึ้น การมี “โปรดักต์ใหม่” ก็จะเป็นเรื่องที่ควบคู่ตามไปด้วย โดยบริษัทจะโฟกัสไปที่กองทุนเกี่ยวกับ “ESG” ไม่ว่าจะเป็นในหุ้นไทยและต่างประเทศ รวมไปถึง “บริการวางแผนเกษียณ (Retirement Solution)” ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ AUM ในปี65 เติบโตขึ้น 10% หรืออยู่ที่ 2.64 แสนล้านบาทจากปีก่อนที่ 2.43 แสนล้านบาทสิ้นปีก่อน
“บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)...บลจ.ต่างชาติที่เข้ามาบุกธุรกิจกองทุนในไทยอย่างเต็มรูปแบบ ก็เป็นอีกหนึ่งบลจ.ที่มีการปรับตัวและเพิ่มกลยุทธ์ใหม่ๆ ขึ้นมาสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงการต่อยอดให้แก่ธุรกิจในอนาคต ซึ่งประโยชน์สูงสุดก็จะตกกับนักลงทุนไทยนั่นเอง”
