“กองทุนน้ำมัน” แชมป์กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์โชว์-รับ ‘น้ำมันโลก’ พุ่ง...โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูง21.16-31.51% !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาดูกลุ่ม “กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์” กันบ้าง โดยเฉพาะในช่วงสงครามยูเครน-รัสเซียที่คว่ำบาตรกันไปมาจนทำให้ราคาสินค้าในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นทั่วโลก


ตั้งแต่พลังงานไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ หรือน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 108 ดอลลาร์/บาเรล และ 112 ดอลลาร์/บาเรล ตามลำดับ ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์/บาเรล ไปเรียบร้อยแล้ว หรือบวกขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีกว่า 43%


ราคาสินค้าเกษตรเองก็เช่นกัน เมื่อรัสเซียและยูเครนซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญถูกฟรีซโต้ตอบ ราคาก็ถีบตัวขึ้นไปสูงในภาพรวม “ดัชนีสินค้าเกษตร” ตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นมาแล้วกว่า 19%


เช่นเดียวกับ “ทองคำ” ที่ตลาดมองว่ามาไกลขนาดนี้เพราะสงครามเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดัน ปัจจุบันอยู่ที่ 1,928 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีประมาณ 7%


นั่นย่อมจะส่งผลต่อกลุ่ม “กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์” อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพาไปส่องผลงานกองทุนในกลุ่มนี้กัน



“กองทุนน้ำมัน” แชมป์ผลตอบแทนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์-รับน้ำมันโลกพุ่ง...โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูง21.16-31.51
%

เริ่มกันที่กลุ่ม “กองทุนน้ำมัน” ซึ่งปีนี้การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลกเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อผลการดำเนินงาน ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 กอง ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 17 มี.ค. 22) อยู่ตั้งแต่ 21.16-31.51%


สำหรับกลุ่ม “กองทุนน้ำมัน” นั้น เป็นกอง Feeder Fund ที่จะเข้าไปลงทุนใน กองทุนหลักไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า (Futures) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบที่จะมีการส่งมอบกันในอนาคต เช่น อีก 12 เดือนข้างหน้า เป็นต้น โดยทั้งหมดจะลงทุนในสัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบ ‘WTI’ ทั้งหมด


โดยกองทุนหลักที่ทั้ง 9 กองทุนน้ำมันไปลงทุนนั้น มีด้วยกัน 2 กอง ได้แก่


-Invesco DB Oil Fund (DBO)ลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าที่หมดอายุใน เดือนใกล้ที่สุดได้แก่ SCBOIL, KF-OIL, ASP-OIL, TISCOOIL, K-OIL, KT-OIL, TMBOIL


-“United States Oil Fund (USO)” ลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าที่หมดอายุ เดือนไหนก็ได้ ที่มีการซื้อขายกันอยู่ ได้แก่ I-OIL, TUSOIL


แต่ถ้ามองผลตอบแทนย้อนอดีตกลับไปในช่วง 10 ปี จะพบว่ากองทุนกลุ่มนี้ยังมีผลตอบแทน ติดลบกันถ้วนหน้า ตั้งแต่ -5.96% ถึง -7.29% ต่อปี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมมูลค่าหน่วยลงทุนจึงต่ำกว่า 10 บาท/หน่วยกันทุกกอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนและความเสี่ยงที่มีอยู่สูงของกองทุนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี”





“กองทุนสินค้าเกษตร” รับอานิสงส์ราคาโลกปรับตัวสูง...ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 9.06
%

มาถึงกลุ่มถัดไป “กองทุนสินค้าเกษตร” ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงกองเดียวในอุตสาหกรรม ได้แก่ K-AGRI (ในอดีตเคยมีมากกว่านี้ แต่ก็ล้มหายตายจากต้องปิดกองทุนไปตามๆ กัน) ถามว่าทำไม?...ให้ดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีดู ยังติดลบอยู่ -3.57% ต่อปี สะท้อนอยู่ในมูลค่าหน่วยลงทุนในปัจจุบันที่ต่ำกว่า 10 บาท/หน่วยเช่นเดียวกัน กองทุนกลุ่มนี้ที่หายไปในอดีตก็เจอความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรเล่นงานไปไม่ต่างกัน


K-AGRI ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 17 มี.ค. 22) บวก 9.06% ตามทิศทางของราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น กองทุนจะไปลงทุนใน ‘Invesco DB Agriculture Fund’ ซึ่งมีนโยบายลงทุนในสัญญาฟิวเจอรส์สินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชน DBIQ Diversified Agriculture Index Excess ReturnTM’ ซึ่งเป็นดัชนที่สะท้อนถึงมูลค่าตลาดของสินค้าโภคภัณฑ์ในหมวดสินค้าเกษตรกรรม โดยมีสินค้าตัวแปร คือ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ข้าวสาลี, ขาวสาลี Kansas City, น้ำตาล, โกโก้, กาแฟ, ฝ้าย,ปศุสัตว์ เชน Live Cattle, Feeder Cattle และ Lean Hogs



“กองทุนทองคำ” ได้สงครามหนุนราคายืนสูง...ตั้งแต่ต้นปีทำผลตอบแทนได้เล็กน้อย 5.8 – 7.49
%

สุดท้ายกลุ่ม “กองทุนทองคำ” ซึ่งเป็นกลุ่มกองทุนที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยและมีให้เลือกลงทุนถึง 49 กอง ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันให้ผลตอบแทนตั้งแต่ 5.8 – 7.49% ไม่ได้หวือหวาอะไรมากนักเพราะยังเจอปัจจัยกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นอยู่ แต่สงครามที่ระอุก็ผลักให้ราคาดีดขึ้นมาในช่วงสั้นจนทะลุ 2,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ก็พร้อมจะปรับลงเมื่อสงครามยุติลงเช่นกัน


สำหรับ “กองทุนทองคำ” นั้นเกือบจะทั้งหมดไปลงทุนในกองทุนหลักคือ SPDR Gold Trust กองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับความนิยมที่สุดในโลก และที่สำคัญเป็นกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่ง Gold Bullion จริงๆ ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV


“เพียงแต่ว่ากองทุนทองคำในไทยจะไปเลือกลงทุนในกองทุนหลักที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไหนเท่านั้นเอง เพราะมีถึง 4 แห่ง ได้แก่นิวยอร์ก, สิงคโปร์, ฮ่องกง และญี่ปุ่น จึงสะท้อนมุมมองการลงทุนในทองคำของนักลงทุนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี”


และกลุ่ม “กองทุนทองคำ” ในแง่ของผลตอบแทนระยะยาวย้อนหลัง 10 ปี ก็ดูจะเป็นกลุ่มเดียวที่ดูดีสุดแม้จะบวกไปมากแต่ก็ลบไม่มากเช่นกัน ตั้งแต่ -1.40% ต่อปี ถึง 1.53% ต่อปี จึงทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยยังอยู่บริเวณ 10 บาท/หน่วย บวกลบกันเล็กน้อยได้


ท้ายสุดต้องย้ำว่ากลุ่ม “กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์” นั้นจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง นักลงทุนที่สนใจต้องรับความเสี่ยงได้สูงและทำความเข้าใจกองทุนกลุ่มนี้ให้ดีก่อนลงทุน ซึ่งคำแนะนำโดยทั่วไปก็แนะนำให้มีติดพอร์ตได้บ้างไม่เกิน 10% ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนเป็นสำคัญ ไม่งั้นพลาดพลั้งผิดจังหวะไปอาจบาดเจ็บเอาได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us