“กองดัชนีหุ้นแบงก์” บวกแรงแซงตลาด...โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 6.82% !!!
“ตลาดหุ้นไทย” ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ต้องเผชิญกับข่าวร้ายเข้ามาเป็นมรสุมที่กดดันตลาดและหุ้นขนาดน้อยใหญ่ไปตามๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่หุ้น ‘กลุ่มธนาคารพาณิชย์’ ที่ดัชนี SET Bank ปี 63 ติดลบถึง -23.20% ในขณะที่ SET Index -8.26% จากความกังวลต่อผลกระทบ COVID-19 ที่เขย่ากลุ่มแบงก์
โดยหุ้น ‘กลุ่มธนาคารพาณิชย์’ นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ให้ระดับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการเลือกลงทุน ด้วยศักยภาพของผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตอยู่ตลอด ยังช่วยสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอแก่ผู้ลงทุน อย่างการจ่ายปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
แต่ในช่วงต้นปี 64 มานี้ เหมือนโชคชะตาจะเริ่มเข้าข้างนักลงทุนตาดำๆ ที่หุ้น ‘กลุ่มธนาคารพาณิชย์’ เริ่มมีการเคลื่อนไหวในเชิงบวกมากขึ้น โดยดัชนี SET Bank ได้พลิกกลับมาเป็นบวก 6.84% มาแรงแซง SET Index ที่ +4.81%
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากถือโอกาสนำเสนอข้อมูลผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนที่ชอบลงทุนแบบเหมาเข่ง อย่าง “กองทุนรวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์” มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านนักลงทุนที่สนใจกันในครั้งนี้
“กองดัชนีหุ้นแบงก์” เขียวยกแผง...โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 6.75 – 7.14%
สำหรับ “กองทุนรวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์” นั้น เป็นกองทุนดัชนี SET Bank ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด มี 2 รูปแบบให้เลือกลงทุน ได้แก่
1.กองทุน ETF ที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของ “บลจ.กรุงไทย”
2.กองทุนรวม จาก 2 ค่าย ได้แก่ ‘บลจ.กสิกร’ และ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ที่เปิดกองทุนดังกล่าวให้นักลงทุนได้เข้าไปลงทุนด้วยกันในรูปแบบของกองทุนรวมทั่วไป
“ซึ่งในด้านผลตอบแทนของทั้งกลุ่มนั้นถือว่าทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 ม.ค. 21) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.82% ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง และเป็นที่ทำผลตอบแทนได้สูงกว่ากองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่บางหรือใกล้เคียงในตลาดด้วย แม้ว่าตลาดบางส่วนยังคงเป็นกังวลต่อผลประกอบการของหุ้นกลุ่มนี้ ที่อาจจะยังไม่พ้นอันตรายจาก COVID-19 ดีที”
หากดูผลตอบแทนเป็นรายกองทุนของแต่ละกองนั้น จะไม่ค่อยมีความแตกต่างหรือตัวเลขที่ต่างจากฟ้ากับเหวมากนัก เนื่องด้วยนโยบายของกองที่มีการลงทุนเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรมของทั้ง 2 บลจ. แต่ต่างกันแค่สัดส่วนการลงทุนในตัวหลักทรัพย์ว่าให้น้ำหนักตัวหุ้นที่มากน้อยเพียง
สำหรับหลักทรัพย์ 5 อันดับแรกที่กองทุนให้น้ำหนักนั้น ประกอบไปด้วย
-ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB
-ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL
-ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK
-ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY
-ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB
โดยกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดเป็น “กองทุนเปิด KTAM SET Banking ETF Tracker” หรือ “EBANK” ของ ‘บลจ.กรุงไทย’ ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน 7.14%
ตามมาด้วย “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET BANKING SECTOR INDEX (ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล)” หรือ “SCBBANKINGP” และ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET BANKING SECTOR INDEX (ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์)” หรือ “SCBBANKINGE” ด้วยผลตอบแทน 6.78% เท่ากัน
“ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีหมวดธุรกิจธนาคาร (Banking Sector) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม”
ส่วนอันดับที่ 4 “กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นธุรกิจธนาคาร (K-BANKING)” ให้ผลตอบแทน 6.77% มีนโยบายการลงทุนกองทุนรวมดัชนีที่ลงทุนหุ้นในดัชนีธุรกิจธนาคาร (SET Banking Sector Index) เช่นเดียวกัน แต่จะมีความแตกต่างที่ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) และมีกลยุทธ์การบริหารกองเชิงรับ (Passive management strategy) โดยมุ่งหวังหวังให้ผลตอบแทนของกองทุนเคลื่อนไหวตามดัชนีธุรกิจธนาคาร
ส่วน 2 อันดับสุดท้ายจะเป็น “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET BANKING SECTOR INDEX (ชนิดจ่ายเงินปันผล)” หรือ “SCBBANKING” และ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET BANKING SECTOR INDEX ชนิดสะสมมูลค่า (SCBBANKINGA)” ให้ผลตอบแทนเท่ากัน 6.75% ซึ่งทั้ง 4 กองทุนของบลจ.ไทยพาณิชย์จะมีความแตกต่างกันที่ชนิดของกองทุนว่านักลงทุนต้องการลงทุนในรูปแบบไหนที่จะตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุน
“การปรับตัวขึ้นของผลตอบแทน ‘กองทุนรวมกลุ่มหุ้นธนาคารพาณิชย์’ ในครั้งนี้ อาจจะถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีอีกหนึ่งครั้งหลังจากในปีที่ผ่านมานั้น ผลตอบแทนอาจจะทำได้ไม่ดีนัก ซึ่งการส่งสัญญาณในรอบนี้ก็อาจเป็นการบอกใบ้อะไรบางอย่างจากตลาด เพราะช่วงต้นปีก็เป็นช่วงปิดงบผลการดำเนินงานงวดปี63 ของกลุ่ม ซึ่งอาจจะมีข่าวดีอย่างปันผลอยู่ในภายภาคหน้าอยู่ก็เป็นได้”
