ไตรมาส2 เพิ่มน้ำหนักหุ้น “ญี่ปุ่น” & “จีน”...ในณะที่ลดน้ำหนัก “สหรัฐ” & “ยุโรป” ลง !!!
Fund Manager View: เศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่1/22 ที่ผ่านมาส่งสัญญาณชะลอตัวลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “ประเทศพัฒนา” แล้วอย่างสหรัฐ ที่เศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรระยะกลาง (Mid Cycle) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ปัญหา “ราคาน้ำมันดิบ” และ “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้นได้เข้ามาซ้ำเติมปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่มีอยู่เดิมและกดดันให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
สำหรับการแพร่ระบาดของ “COVID-19” สายพันธุ์ Omicron Variant นั้นได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว หลายๆ ประเทศเริ่มปรับมาตรการในการอยู่ร่วมกับ COVID-19 ในฐานะโรคประจำถิ่นและทยอยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง
การลงทุนในไตรมาสที่2/22 จะเป็นยังไง ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจาก “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” มาอัพเดทให้ฟังกัน
“ไทย” คงน้ำหนัก “Neutral”-ให้เป้าดัชนีไตรมาส2 ในกรอบ 1,600 -1,700 จุด...แนะซื้อเมื่ออ่อนตัว
ทั้งนี้เรามองว่าทิศทางของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในช่วงไตรมาส2/22 ยังคงทรงตัวในกรอบ 1,600 – 1,700 จุด แม้ว่าการแพร่ระบาดของ Omicron Variant ยังคงอยู่ แต่รัฐบาลนั้นได้วางแผนการปรับให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่นในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้าและทยอยปรับมาตรการที่ยืดหยุ่นในการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นผลบวกต่อภาคธุรกิจกลุ่มท่องเที่ยวและภาคการบริโภค ทั้งนี้เรายังคงน้ำหนักการลงทุนที่ “ระดับ Neutral” โดยการบริโภคในประเทศและภาคการส่งออกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว
“นอกจากนี้ SET Index อาจจะพอมี Upside ในการปรับคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้าจากการเปิดเมือง แต่เรามองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลักจากประเทศจีนที่ยังคงดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดรวมถึง Valuation ตลาด ณ ปัจจุบันค่อนข้างตึงตัว ดังนั้น ควรรอจังหวะเพื่อเข้าสะสมหาก SET Index มีการย่อตัวลงต่ำกว่าระดับ 1,610-1,630 จุด”
“สหรัฐ” ราคาค่อนข้างสูง-มีความเสี่ยงจากนโยบายการเงินเข้มงวด...ลดน้ำหนักจาก “Slightly Overweight” เป็น “Neutral”
ทั้งนี้ เรามีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐจาก “Slightly Overweight” เป็น “Neutral” แม้ว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตได้ดีอยู่แนวโน้มการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แต่เศรษฐกิจสหรัฐ ‘ผ่านจุดสูงสุด’ ในช่วงการฟื้นตัวไปแล้วและอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจระยะกลางและที่สำคัญกำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ระดับสูงและนานกว่าที่คาดไว้ตอนแรก ทำให้ธนาคารกลางต้องใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นและให้จับตาดูความสอดคล้องในการดำเนินนโยบายทางการเงินกับเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง หากธนาคารกลางดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเกินไปอาจจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย (Recession) ประกอบการสำหรับ Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐ นั้นยังซื้อขายอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
“เราแนะนำกระจายการลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ (Defensive Play) อย่าง หุ้นกลุ่ม Healthcare หรือกลุ่มหุ้นที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอและมีคุณภาพ (Quality Growth) โดยอาศัยจังหวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีการปรับฐานจากความเสี่ยงข้างต้น ทยอยเข้าสะสมสำหรับการลงทุนในระยะกลาง-ยาวได้”
“ยุโรป” เจอสงครามซ้ำเติมปัญหา...ปรับน้ำหนักจาก “Neutral” เป็น “Slightly Underweight”
เราได้ปรับมุมมองการลงทุนจากระดับ “Neutral” เป็น “Slightly Underweight” โดยแม้ว่า Valuation อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลและมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจากการเปิดพรมแดนระหว่างประเทศให้สามารถเดินทางภายใต้แนวทางการใช้ Vaccine Passport เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้กองทุน EU Recovery Fund ในระยะข้างหน้า
“อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกยังคงมีอยู่ ทำให้ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูง ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อในยุโรปที่มีอยู่เดิมและคาดว่าเงินเฟ้อจะยังเร่งตัวในระดับสูงนานกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้ ‘ธนาคารกลางยุโรป (ECB)’ จำเป็นต้องปรับนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น เช่น การปรับลดวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์และอาจจะยุติการเข้าซื้อทั้งหมดภายในไตรมาสที่ 3/22 พร้อมกับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงปลายปี นอกจากนี้สำหรับประเด็นสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนน่าจะสรุปข้อยุติได้ อย่างไรก็ตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้และจะมีการจัดระเบียบใหม่ที่ลดการพึ่งพาระหว่างชาติสมาชิกในยุโรปกับรัสเซีย”
“ญี่ปุ่น” ราคาน่าสนใจ-อัพไซด์เปิด...ปรับน้ำหนักจาก “Neutral” ไปเป็น “Slightly Overweight”
เมื่อพิจารณาจาก Valuation ณ ปัจจุบันถือว่ามีความน่าสนใจทั้งในมุมเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในอดีตและเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ และมี Upside จากการเปิดประเทศ การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของ “ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ)” ที่มีความยืดหยุ่นหรือมี Policy Space ที่มากกว่าธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เนื่องจากระดับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% อยู่มากทำให้เราปรับมุมมองจากเดิมที่เป็น “Neutral” ไปเป็น “Slightly Overweight”
“จีน” รับข่าวร้ายไปมาก-เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนในเชิงบวก...ให้น้ำหนัก “Slightly Overweight”
ยังคงน้ำหนักการลงทุนในจีนที่ระดับ “Slightly Overweight” เนื่องจาก Valuation ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจและได้รับรู้ข่าวในเชิงลบไปมากแล้ว และเริ่มเห็นจุดเปลี่ยนในการดำเนินนโยบายทั้งการเงินการคลังไปในทิศทางที่สนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้นและคาดว่าจะได้เห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตลอดปี 2022 เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งการลด RRR, Loan Prime Rate และการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ
“สำหรับประเด็นการขาดแคลนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานในจีนก็เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกันหลังจากรัฐบาลเข้ามาควบคุมการใช้ไฟฟ้าและราคานำเข้าวัตถุดิบสะท้อนจากตัวเลข PPI ที่ลดลง และ Industrial Production ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด รวมถึงให้จับตาดูการปรับมาตรการในการจัดการ COVID-19 ที่จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่าง Dynamic Zero COVID Policy”
นี่คือมุมมองการลงทุนในตลาดทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่2/22 นี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
