ระวัง “Sell in May”… รับมือตลาดผันผวนด้วย 4 “กองทุนเด่น” พฤษภา-ปีขาล !!!
ลายแทงกองทุน: ล่าสุดทาง “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” ก็ไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์ในเชิงลบให้กับตลาดโดยประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.50% แม้จะเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นแรงในรอบ 20 ปีก็ตาม
พร้อมกับการเริ่มต้นลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening: QT) ลงเดือนละ 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่เดือนมิ.ย. เป็นต้นไป ก็ชัดเจนไปอีกระดับ ท่ามกลางปัจจัยลบที่ยังรุมเร้าไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซียที่ยืดเยื้อ เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด การล็อกดาวน์ในจีน และการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่พร้อมจะเขย่า “ตลาดหุ้นไทย” และ “ตลาดหุ้นโลก” ให้ผันผวนหนักได้ตลอดเวลา
โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมนี้ ก็มักมีปรากฎการณ์ “Sell in May” เกิดขึ้น แม้ไม่รู้ว่า...ครั้งนี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ก็ตาม?
แต่เพื่อความไม่ประมาท ทางทีมงาน ‘Wealthythai’ ได้คัดเลือก “4 กองทุนเด่น” พฤษภา-ปีขาลไว้ฝ่ามรสุมตลาดผันผวนมาฝากกัน
“T-LowBeta”...ความผันผวนของพอร์ตต่ำกว่าตลาดรวม
“หุ้นไทย” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังไม่ได้ไปไหนไกลเสมอตัวอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าหลายตลาดในโลกและหลังจากการเปิดประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้งก็น่าจะทำให้ตลาดยังมีอัพไซด์ให้กับนักลงได้ในปีนี้ ส่วนเรื่องของ “ความผันผวน” ก็คงจะยังอยู่กับตลาดหุ้นทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น
ใครที่ไม่ชอบความผันผวนมาก ตลาดลงอยากลงน้อยกว่าตลาด ในทางตรงข้ามเมื่อตลาดเป็นขาขึ้นก็อาจจะไมได้ขึ้นแรงเท่าตลาดเช่นเดียวกัน กลยุทธ์ลงทุนในหุ้น Beta < 1 ของ “T-LowBeta: กองทุนเปิดธนชาต Low Beta” น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะหุ้นในพอร์ตจะเน้นหุ้นไทยที่มีการเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ค่อนข้างต่ำ หรือศัพท์เทคนิคเรียกว่ามี Beta < 1 นั่นเอง
โดยหน้าตากลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรก ในพอร์ต (ณ วันที่ 31 มี.ค. 22) ได้แก่ พาณิชย์ 21.8%, ธนาคาร 15.11% และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 11.68% และหุ้น Top 5 ที่ลงทุน ได้แก่ MAKRO 7.62%, CPALL 7.11%, TISCO 6.57%, ADVANC 6.56% และ AP 4.61%
ในแง่ของผลการดำเนินงานของ ‘T-LowBeta’ (ณ วันที่ 31 มี.ค. 22) ตั้งแต่ต้นปี (YTD) +0.18%, ย้อนหลัง 1 ปี +8.08% ต่อปี, 3 ปี -2.71% ต่อปี, 5 ปี -0.67% ต่อปี และ 10 ปี +7.03% ต่อปี
“ABSM” กับโอกาสลงทุนใน ‘หุ้นไทยขนาดกลาง-เล็ก’
และในช่วงที่ตลาดมี “ความผันผวน” ถ้าจะมี “Sell in May” เกิดขึ้นก็ถือเป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนระยะยาว ในการทยอยเข้าลงทุนในหุ้นที่มีความน่าสนใจที่ดีเช่นกัน และหนึ่งในหุ้นไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวได้ก็คือกลุ่ม “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” นั่นเอง
ซึ่งกองทุนที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ ได้แก่ “ABSM: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมอลแค็พ” ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีมูลค่าการตลาดไม่เกิน 20,000 ล้านบาท (ณ วันที่ลงทุนครั้งแรก) มีปัจจัยพื้นฐานดี มีการเติบโตต่อเนื่อง ที่สำคัญในราคาที่เหมาะสมตามแบบฉบับการลงทุนที่เป็นเอกลักษณ์ของทาง “อเบอร์ดีน” นั่นเอง

หน้าตากลุ่มอุตสาหกรรมในพอร์ต (ณ วันที่ 31 มี.ค. 22) 3 อันดับแรก ประกอบด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 19.8%, พาณิชย์ 14.2% และอาหารและเครื่องดื่ม 10.2% โดยหุ้น Top5 ในพอร์ต ได้แก่ AEONTS 8.7%, CPN 8.4%, HMPRO 7.7%, FORTH 7.5% และ HUMAN 7.4%
ในแง่ของผลการดำเนินงานของ ‘ABSM’ (ณ วันที่ 31 มี.ค. 22) ตั้งแต่ต้นปี (YTD) +0.88%, ย้อนหลัง 1 ปี +12.33% ต่อปี, 3 ปี +4.49% ต่อปี, 5 ปี +1.84% ต่อปี และ 10 ปี +7.09% ต่อปี
“KKP-SG-AA” กระจายลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ ‘ลดความผันผวน’
และอีกหนึ่งกลยุทธฺที่ใช้รับมือกับ “ความผันผวน” ได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อย่างเหมาะสม
โดยกองทุนที่น่าสนใจได้แก่ “KKP-SG-AA: กองทุนเปิดเคเคพีสตราทิจิค แอสเซ็ท อโลเคชั่น ชนิดทั่วไป” ที่เน้นกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของ NAV
ณ วันที่ 31 มี.ค. 22 มีการกระจายลงทุนใน 3 สินทรัพย์ ดังนี้ หน่วยลงทุนต่างประเทศ 72.74%, พันธบัตร/ตั๋วเงินคลัง 13.08% และหุ้นไทย 7.68%
โดย Top5 ในพอร์ต ได้แก่ VANGUARD TOTAL WORLD STOCK ETF (VT US) 11.34%, JANUS HENDERSON HORIZON GLOBAL HIGH YIELD BOND FUND (HHGI2AU LX) 6.86%, PIMCO GIS INCOME INSTITUTIONAL USD ACC (PIMINIA ID) 5.47%, MORGAN STANLEY INVESTMENT FUNDS - GLOBAL BRANDS FUND (MORGBRI LX) 4.27% และ Invesco Optimum Yield Diversified Commodity Strategy No K-1 ETF (PDBC US) 4.03%
ในแง่ของผลการดำเนินงานของ ‘KKP-SG-AA’ (ณ วันที่ 31 มี.ค. 22) ตั้งแต่ต้นปี (YTD) -2.08%, ย้อนหลัง 1 ปี +4.77% ต่อปี, 3 ปี +4.53% ต่อปี และ 5 ปี +3.99% ต่อปี
“UGIS-A” และ “UGIS-N”…หลบจาก ‘สินทรัพย์ผันผวนสูง’-กระจายสู่ ‘ตราสารหนี้’
ที่สำคัญควรหลบจาก ‘สินทรัพย์ผันผวนสูง’ กระจายมาสู่ ‘ตราสารหนี้’ เพื่อช่วยลดความผันผวนโดยรวมให้พอร์ตการลงทุน ซึ่งตราสารหนี้ที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้ในช่วงตลาดผันผวน ดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้ก็ยังมีอยู่
ซึ่ง 2 กองทุนที่จะมาแนะนำนั้น ได้แก่ “UGIS-A: กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ” และ “UGIS-N: กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ” ที่เน้นกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของ NAV
โดยลงทุนผ่านกองทุนหลักเดียวกันนั่นก็คือ ‘PIMCO GIS Income Fund (Class I)’ ที่บริหารจัดการโดย PIMCO Global Advisors (Ireland) Limited ผู้เชี่ยวชาญจัดการลงทุนระดับโลกนั่นเอง
ทั้งนี้กองทุนมีการกระจายการลงทุนทั้งในส่วนของ ‘Agency’ และ ‘Non Agency MBS’ ประมาณ 22% กระจายเน้นไปในบางกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ เช่น ตราสารภาคธนาคาร โดยเฉพาะในส่วนของ ธนาคารฝั่งสหรัฐ ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและไม่ผันผวนนักในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่’ โดยรวมมีสัดส่วน 12% แต่จะเป็นการกระจายการลงทุนไปหลายประเทศ เพื่อลดทอนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง และเน้นลงทุนในตราสารภาครัฐ ของประเทศที่มีพื้นฐานที่ดี ตราสารมีสภาพคล่องสูงและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ (ที่มา: PIMCO ณ 31 มี.ค. 22)
ในส่วนของผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 31 มี.ค. 22) ที่ผ่านมา PIMCO GIS INCOME ปรับลดลง -4.51% มี Yield to Maturity ของกองทุนหลัก ที่ 6.45% และ Duration ที่ 2.55 ปี (ที่มา: PIMCO ณ 31 มี.ค. 22) สะท้อนถึงผลตอบแทนที่น่าสนใจ และพอร์ตที่พร้อมรับกับความผันผวนจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นได้จากนี้
นี่คือ 4 “กองทุนเด่น” พฤษภา-ปีขาล สำหรับรับมือ “ความผันผวน” รับปรากฎการณ์ ‘Sell in May’ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้ากับ “ลายแทงกองทุน” ครับ
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
