ชู 2 ตลาดหุ้น “ไทย-เวียดนาม” เสริมแกร่งฝ่าศก.ถดถอย ... Top pick ใน “กลุ่มอาเซียน” !!!
Fund Manager View: มรสุมตั้งเค้าจากสารพัดปัจจัยลบ ที่ส่อแววจะฉุดให้เศรษฐกิจหลักของโลกชะลอตัวจนอาจถึงขั้นถดถอย ภาพรวมในหลายประเทศทั่วโลกก็ดูไม่แตกต่างกัน
“เงินเฟ้อสูง” ยังอยู่คู่เศรษฐกิจโลกหากสงครามยูเครน-รัสเซียยังยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจใดก็ตาม “การลงทุน” ก็สามารถทำได้ แค่ต้องเฟ้นหาและเลือกเท่านั้นเอง และแน่นอนเรื่องของ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญอยู่นั่นเอง
ในภาวะที่ตลาดกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ จะลงทุนอะไรดี ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน
แนะ “3 กลยุทธ์” ลงทุนช่วงตลาดกังวลภาวะ ‘เศรษฐกิจถดถอย’
โดย “ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ” ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะนำ 3 กลยุทธ์หลักปรับพอร์ตการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย 1 ) ถือเงินสดในพอร์ต 5-10% 2) รอจังหวะสะสม ‘หุ้นสหรัฐ’ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นได้ โดยมีการเติบโตของค่าจ้างเป็นตัวช่วย โดยรอจังหวะสะสมหุ้นสหรัฐ เมื่อมีความชัดเจนมากขึ้นจากเฟด และ 3) สะสมหุ้นกลุ่ม Reopening in ASEAN เพื่อรองรับการเปิดเมืองของแต่ละประเทศ เช่น ‘หุ้นไทย’ และ ‘หุ้นเวียดนาม’

(ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ)
“เราปรับมุมมอง ‘หุ้นไทย’ เป็น Positive หลัง valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ในขณะที่การเปิดเมือง มีความคืบหน้าต่อเนื่อง เราเชื่อว่าการเปิดประเทศของไทยจะทำให้กำลังซื้อในประเทศเริ่มฟื้นตัว จนพร้อมรับดอกเบี้ยขาขี้นได้ในปี 2023 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งแรกปี2023 และคงมุมมอง Positive ต่อกลุ่ม ‘กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อาเซียน ( Asian REITs)’ ด้วยเช่นกัน”
นอกจากนี้ยังคงมุมมอง Positive กับ “หุ้นเวียดนาม” ประเมินความผันผวนเป็นปัจจัยระยะสั้นเนื่องจากตลาดหุ้นเวียดนามมีนักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ลงทุนหลัก แต่การฟื้นตัวของการส่งออก และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ จะยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการ ยังเติบโตต่อเนื่อง และยังคงมุมมอง Neutral ต่อเศรษฐกิจและ “ตลาดหุ้นจีน” ที่ยังคงถูกกดดันจากนโยบาย Zero COVID policy
“High Yield” ยังน่าสนใจกว่า “Investment Grade”
ในขณะที่ด้าน “ตราสารหนี้” นั้น ทาง “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” มีมุมมองต่อตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนกลุ่ม “Investment Grade” โดยยังคงน้ำหนักลงที่ระดับ ‘Slightly Underweight’ เนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อที่ยังเร่งตัวอยู่ในระดับสูงจนกดดันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำมากทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดน้อยลง ประกอบเมื่อพิจารณาอายุตราสารเฉลี่ย (Duration) ในเชิงเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ภาคเอกชนกลุ่ม “High Yield” พบว่ากลุ่มที่เป็น Investment Grade มี Duration ที่ยาวกว่าเกือบ 2 เท่า ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มากกว่ากลุ่ม High Yield
“สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนกลุ่ม High Yield นั้นยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของบรรดาผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจีนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามท่าที่จากฝั่งรัฐบาลเริ่มผ่อนปรนมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ในขณะที่ในฝั่งประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐถือว่ายังมีโมเมนตัมที่ดีสอดคล้องไปกับภาพเศรษฐกิจที่แม้ว่าจะชะลอตัวลงแต่ยังสามารถเติบโตได้ดีและคงมุมมองจากที่ระดับ Neutral เนื่องจาก Spread รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจกว่ากลุ่ม Investment Grade”
ใครยังไม่ได้เขย่าพอร์ตของตัวเองรับสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย ก็ยังไม่สายเกินไป หวังว่าคำแนะนำเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนผู้สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
