Official Update :

ถึงเวลา “ตราสารหนี้โลก” Risk Reward Ratio คุ้มค่าน่าสนใจ... ส่วนหุ้นชู “จีน-เวียดนาม” พร้อมเติม “ทองคำ” ติดพอร์ต !!!

สาระ Fund วันละนิด: ในช่วงเวลาที่ตลาดการลงทุน “เต็มไปด้วยความผันผวน” และไม่ใช่ผันผวนธรรมดา...แต่ “ผันผวนมาก” ในทุกสินทรัพย์


เล่นเอานักลงทุนทั้ง “รายย่อย” และ “สถาบัน” เหนื่อยไปตามๆ กัน!!!


ใครที่ “ไม่ได้กระจายการลงทุน” เอาไว้ และให้น้ำหนักสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากไป ในช่วงที่ผ่านมาก็มีโอกาส “เจ็บตัวหนัก” เอาได้ง่ายๆ เช่นกัน


ส่วนใครที่ “กระจายการลงทุน” ไว้ก็ โดยเฉพาะไปในสินทรัพย์กลุ่มพลังงาน น้ำมัน ทองคำ ในช่วงที่ผ่านมาก็น่าจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบเอาไว้ได้ไม่มากก็น้อย


ครึ่งปีหลังมรสุมความผันผวนยังถาโถมตลาดการลงทุนโลกอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” ยังคงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีคำแนะนำดีๆ ที่น่าสนจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน



“ดอกเบี้ยขาขึ้น” ปัจจัยลบทำ
‘ตลาดโลกผันผวน’...คาด “ไทย” มีโอกาสขยับดอกเบี้ยตาม 0.25% สกัดเงินไหลออก

การฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงต้นปี2022 จะไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง “เงินเฟ้อ” กลับมารุนแรงในรอบ 20 ปี หลายประเทศถือเป็น Good Problem” อย่างสหรัฐ แต่ก็คงไม่ใช่กับทุกประเทศ และในบางประเทศเงินเฟ้อก็ไม่ใช่ปัญหา เช่น จีนและญี่ปุ่น เป็นต้น


โดย ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) มองภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกว่า “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ของสหรัฐในการสกัดเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยลบหลักที่จะกดดันให้ตลาดมีความผันผวนต่อเนื่อง เพราะยังไม่ทราบว่า “จุดสูงสุด” ของดอกเบี้ยจะไปอยู่ที่ใด



(ชวินดา หาญรัตนกูล)



“ส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าไปในสหรัฐอีกครั้ง ธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ก็ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อและป้องกันเงินทุนไหลออก ขณะที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB)’ แม้จะยังสงวนท่าทีอยู่ แต่มีแนวโน้มที่จะเริ่มเข้าสู่ความตึงตัวมากยิ่งขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อ จึงนับว่าเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี2022 นี้”


ส่วนเศรษฐกิจไทยนั้น การฟื้นตัวในไตรมาสที่1/22 ทำได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด และไทยเองยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตามหากสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยไปจนทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐและไทยมากขึ้น จนส่งผลให้เงินไหลออกก็อาจทำให้ “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดช่องว่างตรงนั้นลง ซึ่งเราประเมินมีแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายในประเทศจะถูกปรับขึ้น 0.25% ในช่วงปลายปี แต่ก็จะไม่กระทบกับตลาดการลงทุนแต่ประการใด



“หมดเวลาขาย”...เป็นจังหวะ “ทยอยสะสม” เมื่อตลาดย่อรับตลาดฟื้นครึ่งหลัง

สำหรับตลาดการลงทุนในปี 2022 นี้ นับว่ามีความผันผวนค่อนข้างรุนแรงจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น หลายสินทรัพย์ได้มีการปรับตัวลงในวงกว้าง ทำให้นักลงทุนส่วนมากปรับตัวเข้าสู่โหมด “ลดความเสี่ยง” (Risk-off) มากขึ้น


ปีนี้ความผันผวนมากหลายสินทรัพย์ก็พากันปรับตัวลงพร้อมๆ กัน หลายตลาดก็ยังดิ่งหนัก ใครที่ไม่ได้ Cut Loss” ไปตั้งแต่ต้นและถือไว้จนปัจจุบัน...ก็คงไม่ใช่ “จังหวะขายแล้ว” (เพราะตลาดมีลง...ก็มีขึ้นได้ในที่สุด) แต่เป็นจังหวะในการทยอยเข้าสะสมในตลาดที่พื้นฐานยังดี แต่ราคาปรับตัวมามาก ให้ใช้จังหวะที่ “ตลาดย่อ” เข้าทยอยสะสม แต่ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องผลีผลาม เพราะการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังเองก็จะไม่ได้ฟื้นเร็วและความผันผวนยังมี



ชู “ตราสารหนี้โลก”
Risk Reward Ratio เริ่มน่าสนใจ...ส่วน “หุ้นสหรัฐ-ยุโรป” ยังลงได้อีก

ในภาวะตลาดที่ยังคงผันผวนนี้ บริษัทแนะนักลงทุนให้ “กระจายการลงทุน” ในสินทรัพย์หลายประเภท โดย “ตลาดตราสารหนี้” เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ เนื่องจากมีการปรับตัวลดลงมากจากต้นปีเนื่องจากธนาคารกลางมีแนวทางในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ทำให้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันมีการปรับตัวเพื่อรองรับการขึ้นดอกเบี้ยมาพอสมควรแล้ว โดยประมาณการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะถึงจุดสูงสุดในปลายปี 2022 จากนั้นจะมีการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ธนาคารกลางสามารถควบคุมได้ ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่อาจจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากและรวดเร็วกว่าในระยะเวลาที่ผ่านมา ถ้ามองในแง่ของ “Risk Reward Ratioถือว่าคุ้มค่าน่าสนใจแล้วในช่วงนี้





“ประกอบกับตลาดหุ้นโดยเฉพาะ ‘ตลาดสหรัฐ และ ตลาดยุโรป ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับตัวลดลงได้ เนื่องจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเป็นการสกัดกั้นสภาวะเงินเฟ้อและการ sanction ของสหรัฐและยุโรปต่อรัสเซีย ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและอาหารเพิ่มสูงขึ้นทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และยุโรปมีการเติบโตที่ช้าลงทำให้ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลประกอบการของบริษัทต่างๆ”



แนะ “กระจายการลงทุน” ฝ่าตลาดผันผวน...ชู “หุ้นเอเชีย” โดดเด่น- “ทอง” น่าสนใจกว่าน้ำมัน

ในส่วนของตลาดหุ้น มีความสนใจในตลาดหุ้นเอเชียมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมามีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปประเทศที่พัฒนาแล้ว และเมื่อพิจารณาด้านราคาจะเห็นว่า “ตลาดหุ้นเอเชีย” มีราคาที่ถูกกว่า ทั้งยังมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ในสภาวะเงินเฟ้อ เช่น กลุ่มสินทรัพย์โภคภัณฑ์ และทองคำ โดยแนะนำให้น้ำหนักของตราสารหนี้ 40% หุ้น 50% และสินค้าโภคภัณฑ์/ทองคำ 10%


“โดยหุ้นที่เราชอบในเอเชียก็มี หุ้นจีน และ หุ้นเวียดนามในส่วนของ หุ้นไทย เองเป็นตลาดแนว Value ไปแล้วโดยความเสี่ยงในขาลงค่อนข้างจำกัด เรามองหุ้นไทยค่อนข้างดี กรอบการเคลื่อนไหว 1,500 – 1,700 กว่าจุด ได้


ในส่วนของ “น้ำมัน” เองราคาขึ้นมาสูงแล้ว โอกาสที่จะขึ้นไปทะลุ 120 ดอลลาร์/บาเรล ค่อนข้างยาก ไม่งั้นอาจดึงให้เศรษฐกิจโลกพังได้ จากระดับราคาที่ขึ้นมาสูงทำให้ความน่าสนใจลดลง ในส่วนของสินทรัพย์ทางเลือกในพอร์ต 10% นั้น แนะนำให้เป็น “ทองคำ” น่าสนใจกว่า ด้วยเงินเฟ้อที่สูงจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำให้มีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมก่อนหน้าได้


“สินทรัพย์อีกประเภทในกลุ่มการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์/REIT/Infra Fund’ ที่หลังจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตัวเลขผลประกอบการก็เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเช่นกัน ในขณะที่ราคาในตลาดรองเองปรับตัวลงมามากก่อนหน้า ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจเช่นกัน”


มองไปครึ่งปีหลังท่ามกลางมรสุมความผันผวนที่ยังคงอยู่ การฟื้นตัวของตลาดโลกที่น่าจะดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก กลยุทธ์ “Asset Allocation” นี้ ยังคงใช้ได้ดีในทุกภาวะตลาดการลงทุน ส่วนใครที่พอร์ตบาดเจ็บอยู่...ก็มองหาสินทรัพย์ดีๆ ทยอยสะสมในช่วงตลาดปรับฐาน อย่าลืม...ไม่ต้องรีบร้อน เพราะตลาดจะไม่ฟื้นตัวรวดเร็วแต่ประการใด

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’