“บลจ.เอ็มเอฟซี”...ประเดิม ‘กอง M-EM’ ลุยหุ้นตลาดหุ้นเกิดใหม่ IPO 12–19 ม.ค. นี้
“บลจ.เอ็มเอฟซี”...แนะโอกาสการลงทุนท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 จากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทและเศรษฐกิจของประเทศในตลาดเกิดใหม่ช่วงปี2021 ส่ง ‘กอง M-EM’ ลุยหุ้นตลาดเกิดใหม่ รับโอกาสเติบโตในระยะยาว IPO วันที่ 12-19 ม.ค. 21 นี้
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ยังคงเห็นโอกาสจากการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนรวมถึงเศรษฐกิจของประเทศในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) จะฟื้นตัวได้ดีขึ้นในช่วงตั้งแต่ปี 2021 และคาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากการเข้าถึงวัคซีนต้าน COVID-19 ที่มากขึ้นทั่วโลก การสนับสนุนด้านนโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล ความตึงเครียดการค้าจีน-สหรัฐที่มีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ‘นายโจ ไบเดน’ อีกทั้ง จากแนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ

(คุณธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์)
“บริษัทมองเป็นโอกาสลงทุน โดยเตรียมเสนอขาย ‘กองทุนอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต (M-EM)’ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกทุกวันทำการระหว่างวันที่ 12 - 19 ม.ค. 21 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสและสร้างผลตอบแทน”
นายธนโชติ ยังกล่าวอีกว่า ‘กองทุน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต (M-EM)’ เป็นกองทุนรวมตราสารทุนประเภท Feeder Fund มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Baillie Gifford Worldwide Emerging Markets Leading Companies Fund’ (กองทุนหลัก) ซึ่งบริหารโดย Baillie Gifford Investment Management (Europe) Limited. เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV ซึ่งกองทุนหลักจดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศไอร์แลนด์ พร้อมทีมบริหารกองทุนและทีมนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการลงทุน
“M-EM ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนทั่วโลก ในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และมีมูลค่าตามราคาตลาดมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะที่ลงทุน นอกจากนี้ จุดเด่นของกองทุนหลัก คือการเน้นลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตของกำไรสูง และมีแนวทางการลงทุนระยะยาว โดยจะกระจายลงทุนในตราสารทุนจำนวน 35-60 หลักทรัพย์ กองทุนหลักยังได้รับการจัดอันดับเรตติ้ง 5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ อีกทั้งมีนโยบายลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)”
อีกทั้งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีคุณภาพดี มีการเติบโตสูงอย่างยั่งยืน และผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ในต่างประเทศได้ รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการลงทุนในต่างประเทศ สำหรับผู้สนใจสามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 1,000 บาท โดยกองทุนนี้ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล
