“รีพับลิกัน” ชนะแบบเบ็ดเสร็จ…ผลกระทบต่อ “เอเชีย” และ “ตลาดเกิดใหม่”
โดย: อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์
ผลการเลือกตั้งที่พรรครีพับลิกันชนะเสียงข้างมากน่าจะนำไปสู่การเพิ่มกำแพงภาษี, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น และดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่า สถานการณ์นี้อาจจะต้องใช้ความสามารถ ในการบริหารแบบเชิงรุกเพื่อหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (ค่าอัลฟ่า) ในภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (EM) ขณะที่ต้องมีการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชีย คาดว่าหุ้นของกลุ่มประเทศอาเซียนดูมีความมั่นคงหรือมีลักษณะ defensive มากกว่า ในขณะเดียวกัน การทะยานขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อาจเกิดขึ้นอาจเป็นโอกาสในการเลือกลงทุนในตราสารหนี้บางประเภท
ชัยชนะอย่างขาดลอยของพรรครีพับลิกันทำให้แนวโน้มของตลาดเกิดใหม่ (EM) เผชิญกับความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ เป็นผลจากอัตราภาษีนำเข้าที่ที่สูงขึ้นและนโยบายการคลังแบบขยายตัวของสหรัฐซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ อาจจำกัดโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐ
Craig Bell หัวหน้าฝ่าย Multi Asset Portfolio Solutions, Eastspring Singapore มองว่ารัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์น่าจะนำมาสู่การปรับเพิ่มภาษีนำเข้า โดยมุ่งเป้าไปที่จีนและเม็กซิโกเป็นหลัก รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น ซึ่งอาจถูกจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน ผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้นและห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนควรจับตามอง นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังอาจต้องการติดตามผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะการอ่อนค่าของเงินหยวนด้วยเช่นกัน
หากนโยบายกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นและทำให้เศรษฐกิจโลกผันผวน Craig เชื่อว่าการจัดการความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนมีความสำคัญยิ่งขึ้น และผู้ลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์ที่สามารถลดผลกระทบจากความเสี่ยงขาลง
และป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์แบบสุดขั้ว ในขณะเดียวกัน การลงทุนเชิงรุกจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ประเทศที่มีตลาดภายในขนาดใหญ่และสภาวะการบริโภคที่มีแนวโน้มดี เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย ดูมีความน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ
“อาเซียน” อาจมีความปลอดภัยมากกว่าเมื่อเทียบในกลุ่มเอเชีย
แม้ชัยชนะของพรรครีพับลิกันอาจดูเหมือนจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อกลุ่มตลาดเกิดใหม่และเอเชีย แต่สถานการณ์กลับซับซ้อนกว่านั้น โดยผลประกอบการของบริษัทจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาหุ้น ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ การเลือกหุ้นอย่างมีวินัยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (ค่าอัลฟ่า)
John Tsai หัวหน้าฝ่าย Growth Equities ชี้ให้เห็นว่าหุ้นในเอเชียซึ่งมีตัวชี้วัดคือ MSCI Asia Pacific ex Japan มีรายได้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดสหรัฐประมาณ 10% โดยภูมิภาคเอเชียเหนือมีสัดส่วนสูงสุด ในขณะที่ตลาดอาเซียนมีความปลอดภัยมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดเอเชียเหนือเนื่องจากมีรายได้จากสหรัฐน้อยกว่า มีความอ่อนไหวน้อยต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและมีคู่แข่งในตลาดสหรัฐน้อยกว่า
ในเอเชีย กลุ่มเทคโนโลยีมีการพึ่งพาตลาดสหรัฐมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มยานยนต์ การดูแลสุขภาพ และเคมีภัณฑ์ ในขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภค โทรคมนาคม และการเงิน มีการพึ่งพาตลาดสหรัฐน้อยที่สุด
นอกจากเรื่องภาษีนำเข้าแล้ว การปรับลดภาษีภาคธุรกิจในสหรัฐอาจสร้างความเสียเปรียบให้กับบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในสัดส่วนถึง 25% (ตามน้ำหนักในดัชนี) ที่แข่งขันกับสหรัฐโดยตรง อย่างไรก็ตาม บริษัทในเอเชียแปซิฟิกอีก 11% ที่มีการดำเนินงานในสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญอาจได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนี้
จากชัยชนะของพรรครีพับลิกัน คาดว่าราคาน้ำมันจะลดลง เนื่องจากการกลับมาขยายการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น fracking) และนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาดที่ถูกลดความสำคัญลง ซึ่ง John มองว่าปัจจัยนี้จะช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อของเอเชีย เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เอเชียเป็นผู้จัดหาโซลูชั่นด้านพลังงานสะอาดรายใหญ่ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแผงโซลาร์เซลล์ (จีน) และในด้านห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ EV (อินโดนีเซียและจีน) ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องเผชิญความท้าทาย
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
