“บลจ.บัวหลวง”...เปิดโผ ‘B-Select’ แนะกองทุนที่ควรมีในพอร์ตไตรมาสที่3/21
“บลจ.บัวหลวง”...แนะกระจายลงทุนผ่าน 6 กองทุน ในโผ ‘B-Select’ ให้มีไว้ในพอร์ตไตรมาสที่3/21 นี้ ทั้ง ‘Theme การลงทุนหลัก’ ได้แก่ BTP และ B-HY(UH) AI หรือ B-HY(H75) AI และ ‘Theme การลงทุนเสริม’ ซึ่งมี 4 กองทุน คือ B-INNOTECH, B-SIP, B-ASIA และ B-CHINE-EQ
นายสันติ ธนะนิรันดร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า บริษัทจัดทำ B-Select เพื่อให้คำแนะนำในการเลือกกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดในแต่ละช่วงเวลา (Tactical call) โดยล่าสุดให้คำแนะนำกองทุนที่ควรมีไว้ในพอร์ตลงทุนช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ ทั้งหมด 6 กองทุน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กองทุนที่เป็น Theme การลงทุนหลักในพอร์ต และ Theme การลงทุนเสริมในพอร์ต เนื่องจากกองทุนบัวหลวงมองว่า กลยุทธ์การลงทุนที่รับมือความท้าทายต่างๆ ได้ดี คือ การกระจายลงทุนในสินทรัพย์ หรือ Theme ที่หลากหลาย สร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนแทนที่จะมุ่งลงทุนเพียงสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง และนักลงทุนสามารถใช้ B-Select ช่วยจัดพอร์ตลงทุนได้

(นายสันติ ธนะนิรันดร์)
“ในส่วนของ Theme การลงทุนหลักในพอร์ต ได้แก่ ‘กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล (BTP)’ เนื่องจากมองว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 อาจเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ หรือ Sideway มากกว่าที่จะมีทิศทางขาขึ้นหรือขาลงชัดเจน รวมถึงยังคงมีปัจจัยไม่แน่นอน ทั้งภายในและจากต่างประเทศที่อาจเข้ามากระทบกับตลาดหุ้นได้อยู่ ดังนั้น การลงทุนในหุ้นไทยจึงควรเน้นคัดสรรหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและได้ประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อม มีการเติบโตที่ดีด้วยตัวเอง มากกว่าลงทุนตามดัชนี ซึ่ง BTP ได้คัดเลือกหุ้น 10 ตัวเน้นๆ สอดคล้องกับกลยุทธ์นี้
อีกกองทุนคือ ‘กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์’ ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ ‘กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY(UH) AI’ กับ ‘กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY(H75) AI’ ซึ่งเป็นกองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง (ไฮยิลด์ บอนด์) โดยแนะนำลงทุนในกองทุนนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้วยประเภทสินทรัพย์ เพื่อรับมือกับความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และยังมีการจ่ายกระแสเงินสดให้กับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
“ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนของสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนสูง เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้ลดลงต่อเนื่อง รวมถึงสามารถทนทานกับการปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ได้ดี เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงและมีอายุตราสารเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ”
นายสันติ ยังกล่าวอีกว่า ส่วน Theme การลงทุนเสริมในพอร์ต ประกอบด้วย กองทุนหุ้นต่างประเทศ 4 กองทุน ได้แก่ ‘กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยี (B-INNOTECH)’ เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้คนทั่วโลกหันมาใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันมากขึ้น
กองทุนต่อมา คือ ‘กองทุนเปิดบัวหลวงยั่งยืน (B-SIP)’ เนื่องจากมีนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างผลบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการ Theme การลงทุนที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีและสร้างประโยชน์ทั้งต่อโลกและนักลงทุนได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ยังมี ‘กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นเอเชีย (B-ASIA)’ ซึ่งตลาดเอเชียเหนือมีความน่าสนใจ เพราะเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้รับผลดีจากความต้องการชิปทั่วโลก
กองทุนสุดท้าย ได้แก่ ‘กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ)’ เพราะจีนมีการดำเนินนโยบายที่ชัดเจน โดยกำหนดนโยบาย Dual Circulation คือ เน้นการบริโภคในประเทศควบคู่ไปกับการผลักดันการส่งออก
“บริษัทได้ทำการวิเคราะห์การลงทุน โดยมองจากภาพใหญ่ (Top down) คือ มองภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก แล้วประเมินมูลค่าตลาดโดยรวม พิจารณาว่า ภูมิภาคไหนมีระดับมูลค่าที่น่าสนใจ ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าและออกในตลาดแต่ละภูมิภาค สถานการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก เป็นต้น เพื่อที่จะเฟ้นหาประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค กลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Theme ที่น่าสนใจเข้าลงทุน นอกจากนี้ก็ยังมีการพิจารณาหลักทรัพย์ที่แต่ละกองทุนไปลงทุน ก่อนคัดเลือกกองทุนใน B-Select ซึ่งเป็นคำแนะนำว่า ในช่วง 3 เดือนนี้มีกองทุนไหนน่าสนใจและควรเลือกลงทุน”
นายสันติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากต้องการลงทุนตามที่ B-Select แนะนำ ก็ควรกระจายลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ หรือในกรณีที่นักลงทุนไม่แน่ใจว่า ควรให้น้ำหนักแต่ละกองทุนอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับตนเอง นอกจากนี้นักลงทุนยังสามารถลงทุนผ่านกลุ่ม ‘กองทุน BMAPS’ ได้แก่ กองทุนเปิดบัวหลวงบีแมพส์ 25 (BMAPS25) กองทุนเปิดบัวหลวงบีแมพส์ 55 (BMAPS55) หรือกองทุนเปิดบัวหลวงบีแมพส์ 100 (BMAPS100) ที่ผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่จัดสรรเงินลงทุนในกองทุนต่างๆ ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงได้ โดยผู้จัดการกองทุนจะมีการพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนให้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนในแต่ละขณะ
