กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.80-33.40 ติดตามรายงานประชุมเฟด
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.40 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 33.16 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.95-33.24 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 7 สัปดาห์ก่อนจะอ่อนค่า เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ ยกเว้นเงินเยนและฟรังก์สวิสซึ่งมีอัตราผลตอบแทนต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯชะลอลงในเดือนกรกฎาคมสะท้อนสัญญาณเบื้องต้นว่าแรงกดดันด้านราคาอาจเริ่มคลายตัว โดยส่วนใหญ่มาจากการชะลอลงของเงินเฟ้อในภาคบริการและราคาพลังงาน ทำให้ตลาดปรับลดมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ในการประชุมเดือนกันยายนลงเล็กน้อย แต่ยังคงให้น้ำหนักราว 90% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟด นักลงทุนจึงจับตาว่าเฟดจะมีความมุ่งมั่นมากเพียงใดในการควบคุมเงินเฟ้อ โดยเฉพาะหากแรงกดดันด้านราคาไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 418 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 13,833 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า ตลาดจะติดตามรายงานประชุมเฟดรอบล่าสุด ขณะที่ข้อมูลที่ออกมาอ่อนแอลงของสหรัฐฯ ทั้งด้านการจ้างงาน ค่าจ้าง และยอดค้าปลีก ประกอบกับหลักฐานที่ยังมีจำกัดว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานเปิดโอกาสให้เฟดมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมเดือนกันยายน โดยประเด็นสำคัญถัดไปคือสุนทรพจน์ของประธานเฟดในงานสัมมนาที่ Jackson Hole วันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งอาจให้สัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า
ทางด้านเงินเยนกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง แม้ว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่นจะแคบลง โดยเงินเยนได้คืนการแข็งค่าจากผลของการแทรกแซงตลาดไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งจากช่วงปลายเดือนกรกฎาคมสะท้อนให้เห็นว่าการแทรกแซงตลาดช่วยพยุงค่าเงินได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งบริบทแวดล้อมจากต่างประเทศในปัจจุบันยังคงไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเงินเยน ท่ามกลางผลกระทบเชิงลบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความผันผวนในตลาดการเงินที่ค่อนข้างต่ำ ยังคงเอื้อต่อการทำ Carry Trade ซึ่งเป็นกลยุทธ์การกู้ยืมเงินสกุลที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
