“บลจ.กรุงศรี”...เปิดตัว ‘กองทุน KFFVPE-UI’ ครั้งแรกกับโอกาสลงทุนในธุรกิจ Start-up เด่นของอาเซียน ลงทุนขั้นต่ำ 1 ลบ.
นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขาย ‘กองทุนเปิดกรุงศรี Finnoventure PE Y2033 –ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (KFFVPE-UI)’ สำหรับนักลงทุนรายใหญ่พิเศษที่ต้องการลงทุนในธุรกิจ Start-up ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตเป็น Unicorn ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยังมีการลงทุนในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในตลาดที่เข้าถึงได้จำกัดแต่มีศักยภาพการเติบโตสูงได้ในอนาคต เสนอขายครั้งเดียวระหว่างวันที่ 13 – 21 ธ.ค. นี้ เงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท
(นางสุภาพร ลีนะบรรจง)
“กองทุน KFFVPE-UI ถือเป็นความร่วมมือที่ผสานจุดแข็งของสถาบันการเงินชั้นนำระหว่าง ธ.กรุงศรี บลจ.กรุงศรี และบริษัทกรุงศรี ฟินโนเวต ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การดำเนินการของธนาคารกรุงศรีอยุธยาและ MUFGFinancial Group จึงมีฐานการเงินที่แข็งแกร่งและโดดเด่นด้านการเป็นผู้นำการลงทุนในธุรกิจ Start-up และมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ start-up ในหลากหลายอุตสาหกรรมที่ผ่านมามีการลงทุนและสนับสนุนธุรกิจ Start-up มาแล้วมากกว่า 15 แห่งด้วยเงินลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาทตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรร่วมงานกับ Start-up มากที่สุดในอาเซียนโดยมีจำนวนกว่า 63 บริษัท และกว่า 106 โครงการ (ที่มา: Krungsri Finnovate ณ พ.ค. 21”
นอกจากนี้ ‘กองทุน KFFVPE-UI’ ยังเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ลงทุนใน Private Equity กองทุนแรกในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายบุคคลประเภทรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth Investor: UI) ร่วมลงทุนได้ในธุรกิจ Start-up ของไทยและภูมิภาคเอเชียร่วมกับนักลงทุนสถาบันผ่านฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์I โดยเน้นลงทุนใน 3 ธีมธุรกิจเด่นๆ ได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Fintech อีคอมเมิร์ซ และเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่หรือ Automotive Tech ซึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากตามความต้องการของผู้บริโภคในอาเซียน
“ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์I ตั้งเป้าหมายให้น้ำหนักการลงทุนประมาณ 70% ในประเทศไทยและอีก 30% ในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ เวียดนามมีการตั้งเป้าลงทุนในธุรกิจประมาณ 15-25 บริษัท ด้วยจำนวนเงินลงทุนระหว่าง 30-150 ล้านบาทต่อหนึ่งสินทรัพย์ ซึ่งแต่ละบริษัทจะลงทุนครั้งแรกประมาณ 70% และรอบต่อๆ ไปอีก 30%โดยเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในช่วงระยะของการเติบโตตั้งแต่ Series A ขึ้นไปซึ่งเป็นระดับที่ธุรกิจเริ่มเป็นที่รู้จักและเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่มากขึ้น จึงมีความน่าสนใจในการลงทุนและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ ค่อนข้างสูง จากการทำกำไร หรือ Exit ออกจากธุรกิจ Start-up ซึ่งอาจเกิดจากการได้รับการระดมทุนในรอบถัดไปที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น จาก Series A ไป Series B, การที่ Start-up ถูกซื้อจากบริษัทใหญ่ๆ หรือการออก IPO เข้าสู่ตลาดทุน เป็นต้น”
นางสุภาพร ยังกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการให้สนับสนุนทางด้านการลงทุนแล้ว กรุงศรี ฟินโนเวตยังใช้กลยุทธ์ในการทำ Synergy กับ Start-up ที่กองทุนเข้าร่วมลงทุนด้วย โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำงานร่วมกับ Start-up ที่เข้าไปร่วมลงทุน เป็นที่ปรึกษารวมทั้งจัดหาลูกค้าให้เพื่อทำให้เกิดการเติบโตอย่างแท้จริงตัวอย่าง Start-up ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในภูมิภาคเอเชียได้แก่ Alibaba, Grab, Traveloka เป็นต้น
“กองทุน KFFVPE-UI ถือเป็นทางเลือกที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายใหญ่พิเศษได้ร่วมลงทุนไปพร้อมกับนักลงทุนสถาบันว่า เนื่องจากปกตินักลงทุนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนในStart-up ได้ยาก หรือมีเป้าหมายเน้นที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันเป็นหลัก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงสำหรับนักลงทุนรายใหญ่พิเศษสามารถลงทุนผ่านกองทุน KFFVPE-UI ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท โดยต้องมีคุณสมบัติการเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษตามหลักเกณฑ์ของ กลต.และสามารถลงทุนได้ในระยะยาวอย่างน้อย 12 ปีตลอดระยะเวลาของโครงการทั้งนี้ การลงทุนใน Start-up มีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพ์ทั่วไปที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเช่นกัน”
*** กองทุนอยู่ในระหว่างการพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมจากสำนักงาน ก.ล.ต. ***
