Official Update :

“ทิสโก้”...แนะจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงกระหน่ำเศรษฐกิจปี22 ชู “ตลาดหุ้นยุโรป – ญี่ปุ่น” ดาวเด่น สร้างรีเทิร์นเหนือสหรัฐ

“ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)”…ชี้เศรษฐกิจโลกปี22 จะเผชิญกับ 3 ปัจจัยเสี่ยง คือ COVID–19 ระบาดยืดเยื้อ  เงินเฟ้อสูง และนโยบายการเงินที่เข้มงวด ฉุดมูลค่าหุ้นทั่วโลก แต่คาดทั้งปีหุ้นยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก พร้อมชู “ตลาดหุ้นยุโรป” และ “ญี่ปุ่น” เด่นกว่าสหรัฐ และตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ 


นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2022  มี 3 ปัจจัย คือ 1) ไวรัส COVID–19 ยังคงระบาดต่อเนื่องและยืดเยื้อ ประเด็นนี้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งมีอัตราการแพร่ระบาดสูงและทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ในอังกฤษ และเดนมาร์ก ที่จำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นเท่าตัวในทุกสองวัน 


แม้ข้อมูลเบื้องต้นอาจชี้ว่าโอไมครอนมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ แต่ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักพุ่งขึ้นตามจนเกินกำลังของระบบสาธารณะสุข ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้ในปี 2022 หลายประเทศจำเป็นต้องกลับมาประกาศใช้มาตรการ Lockdown ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของโลกและทำให้ปัญหาเงินเฟ้อยืดเยื้อต่อไปอีก” 



(นายคมศร ประกอบผล)



2)
 เงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูงตลอดทั้งปี โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านการผลิตที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เท่ากับช่วงก่อนที่ COVID–19 แพร่ระบาด เช่น ปัญหาการขาดแคลนแรงงานซึ่งถูกกระทบจากสังคมสูงวัย โดยในสหรัฐฯ มีแรงงานที่ถูกปลดในช่วง COVID–19  จำนวนมากถึงกว่า 3 ล้านคน เป็นแรงงานที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ซึ่งส่วนใหญ่อาจตัดสินใจเกษียณอายุและไม่กลับสู่ตลาดแรงงานอีกแล้ว 


นอกจากนั้น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงกระแส Deglobalization ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว ในขณะที่ความพยามในการลดก๊าซเรือนกระจก ทำให้การลงทุนในแหล่งพลังงานฟอสซิลลดลงอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้ต้นทุนราคาพลังงานสูงขึ้นในอนาคตอีกด้วย  


“และปัจจัยที่ 3) นโยบายการเงินที่เข้มงวด ประเด็นนี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้คาดว่า ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางจะทำให้นโยบายการเงินมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจนในปีหน้า โดย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fedน่าจะยุตินโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย (QEในไตรมาส 1/2565 และอาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในทันทีที่ QE ยุติลง ซึ่งสภาพคล่องที่ลดลงและดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นชัดเจน จะเป็นปัจจัยกดดันต่อมูลค่า (Valuationของตลาดหุ้นในปี 2022 โดยข้อมูลในอดีตชี้ว่าค่าอัตราราคาปิดต่อกำไร (P/Eของตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) จะลดลงเฉลี่ย 5% ในช่วง 2 - เดือนหลังจากที่ Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก 


นายคมศร ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาพการลงทุนมองว่าไตรมาส 1/22 จะเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุดสำหรับตลาดหุ้นในปี 2022 โดยมีปัจจัยกดดันจาก 1ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง จากอุปสงค์ที่กลับสู่ภาวะปกติหลังแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจหมดไป 2) ความเสี่ยงจากการระบาดของโอมิครอน และ 3การยุตินโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย (QEและการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fedจาก 3 ประเด็นข้างต้นคาดว่าในไตรมาส 1/22 ตลาดหุ้นทั่วโลกอาจปรับฐานประมาณ 5% แต่ยังคาดว่าสิ้นปี22 ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกตามการขยายตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน  


“หากลงลึกการลงทุนไปยังรายประเทศ มองว่า ตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจาก 1มูลค่าหุ้นที่ยังถูกกว่า และมีส่วนลด (Discountค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับในอดีต และ 2ความยืดหยุ่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นมีมากกว่าสหรัฐ เพราะสหรัฐต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่สูง ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) จะถูกกดดันจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี