“บลจ.กรุงศรี”...มองปีเสือศก.โลกฟื้นตัวแบบไม่เท่ากัน ความผันผวนมากขึ้น มอง FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง ส่วนหุ้นไทยปีนี้ผลตอบแทน 12.5%
นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกปี2022 มีแนวโนมฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรป ด้านความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่อาจมีน้อยลงจากอัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การพัฒนาวัคซีนและยารักษา COVID-19 ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่อาจไม่เท่ากัน คาดว่าเศรษฐกิจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะในเอเชียอย่างประเทศจีน เนื่องจากแนวโน้มการออกมาตรการควบคุมอุตสาหกรรมของทางการจีนจะมีน้อยลง และรัฐบาลจีนได้ส่งสัญญาณว่าจะกลับมาสนับสนุนสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจอีกครั้ง

(นายศิระ คล่องวิชา)
“อย่างไรก็ตาม ตลาดโลกอาจมีความผันผวนมากขึ้น โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองคืออัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะมีความตึงตัวมากขึ้น นำโดยประเทศสหรัฐที่เตรียมยกเลิกโครงการ QE ในเดือนมีนาคมเพื่อเตรียมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในลำดับถัดไป ตลาดมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจมีการขึ้นนโยบายการเงินได้ถึง 4 ครั้งในปี22 โดยอาจจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป”
นายศิระ ยังกล่าวอีกว่า ด้านเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ดีในปี22 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจากอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มสูงขึ้นจนสามารถกลับมาเปิดเศรษฐกิจได้เป็นปกติ โดยภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะทยอยเริ่มกลับมาหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากขึ้น ส่วนการส่งออกจะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอลงเนื่องจากผลของฐานต่ำหมดไป ในขณะที่ภาคบริการจะเติบโตในอัตราสูงจากผลของฐานต่ำในปี21 ด้านการบริโภคคาดว่าจะกลับมาขยายตัวดีขึ้นแต่อาจไม่ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
“สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยมีแนวโน้มผันผวนตามตัวเลขเศรษฐกิจและกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงตลอดปี22 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นจะทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ส่วนอัตราผลตอบแทนระยะกลางถึงยาวอาจมีความผันผวนตามตลาดต่างประเทศที่คาดว่าจะถูกกดดันจากการปรับนโยบายการเงินของสหรัฐเป็นหลัก”
นายศิระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นไทยในปี 22 โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนฯ จะสามารถเติบโตได้ในอัตรา 11.5% จากการกลับมาเปิดประเทศ โดยคาดว่าการลงทุนในหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนใน 12.5% อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามเรื่องโอมิครอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือไม่ รวมถึงนโยบายการเงินของ FED ว่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดมากเพียงใด
“สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในปี22 นั้นนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำจัดสรรเงินลงทุนในตราสารหนี้ 35% หุ้นไทย 16.5% และหุ้นต่างประเทศ 48.5%”
ตัวอย่างกองทุนตราสารหนี้แนะนำ เช่น กองทุน KFSMART กองทุน KFAFIX-A กองทุนหุ้นไทยแนะนำ เช่น กองทุนKFTSTAR เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงโดยกองทุนมีการถือครองหลักทรัพย์กว่า 50 หลักทรัพย์
กองทุนKFDYNAMIC เหมาะสำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้สูง โดยกองทุนถือครองหลักทรัพย์ประมาณ 20 -25 หลักทรัพย์
และกองทุนหุ้นต่างประเทศแนะนำ เช่น กองทุนKFCLIMA กองทุนKFESG ที่มาในธีม Climate Change และ ESG ที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและความร่วมมือจากภาคเอกชนทั่วโลก ทั้งนี้ การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและลงทุนตามธีมที่โดดเด่นจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตที่ดีของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว
