“บลจ.กรุงไทย”...ขาย ‘กองทริกเกอร์’ เป้าหมาย 7% ในระยะเวลา 7 เดือน
“บลจ.กรุงไทย”...จับจังหวะลงธีมเด่นทั่วโลก ส่ง ‘KT-TMT’ ทริกเกอร์ฟันด์ ตั้งเป้าหมายผลตอบแทน 7% ใน 7 เดือน ขายวันนี้- 11 พ.ย. นี้
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ในระหว่างการเปิดจำหน่ายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ‘กองทุนเปิดเคแทม ธีมเมติก ทริกเกอร์ ฟันด์ (KT-TMT)’ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 พ.ย. 20 โดยกองทุนมีนโยบายลงในในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ อาทิ หน่วย CIS และ/ หรือ กองทุนรวมอีทีเอฟ และ/หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ/หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (กองทุนปลายทาง) ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไปโดยการลงทุนในกองทุนปลายทางดังกล่าวมีนโยบายลงทุนทั้งในตราสารแห่งทุน ตราสารแห่งหนี้ ทรัพย์สินทางเลือก และ/หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นใดตามที่กฎหมาย ก.ล.ต. กำหนด โดยกองทุนนี้จะพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ 0-100% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ซึ่งสัดส่วนการลงทุนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
“กองทุนนี้มีความน่าสนใจตรงที่มีการบริหารแบบยืดหยุ่นและกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงโดยใช้กลยุทธการลงทุนแบบกำหนดธีมการลงทุน Thematic Investment ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก หรือ Mega Trends เพื่อค้นหากลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก Mega Trends เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่ 7% ในระยะเวลา 7 เดือน”
นอกจากนี้การเติบโตของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประเทศจีนและประเทศในเอเชียทำให้ประชากรในประเทศสามารถใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเติบโตของ E-Commerce และเทคโนโลยีด้านการเงิน หรือ Fin-Tech จนทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของประชากรจีน จำทำให้ธีม CHINA & ASIA Tech เป็นที่น่าสนใจและเป็นปัจจัยที่ทำให้หุ้นในธีมดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนในการลงทุนระยะสั้นจากการจับจังหวะตลาด และผู้ที่ชื่นชอบในการมองหาโอกาสจากกลยุทธ์การลงทุนในธีม เช่น CHINA & AI, Healthcare Innovation และ Cloud Computing
“ทั้งนี้กองทุนจะมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี Net Exposure ท่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน และหรือการบริหรความเสี่ยงรวมทั้งกองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เงินลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท”
