Official Update :

ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก

AI อาจเป็นเครื่องยนต์ใหม่สำหรับประเทศไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “Sick Man of Asia”

ในช่วงที่ผ่านมา หลังประเทศไทยเผชิญการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่อง, ภาคการผลิตที่อ่อนแอ, และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มเรียกประเทศไทยว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย หรือ Sick Man of Asia” สะท้อนความกังวลว่าประเทศกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตเร็วกว่าอย่างเวียดนาม, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย


อย่างไรก็ตาม แม้มุมมองดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์เศรษฐกิจไทย แต่ก็มีอีกมุมมองที่เห็นถึงโอกาสของประเทศไทย


โดยล่าสุด Bloomberg อ้างอิงรายงานของ Verisk Maplecroft บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากสหราชอาณาจักร ว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านห่วงโซ่อุปทานที่น่าจับตามองมากขึ้น โดยมองว่าในช่วงที่บริษัทข้ามชาติทยอยกระจายฐานการผลิต และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI เร่งตัวขึ้น ไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีขึ้น, ฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง และความเปิดกว้างทางการค้า


ดังนั้น แม้ในวันนี้ ไทยจะยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ แต่ก็ยังคงมีความหวัง หาก AI สามารถกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ ที่เปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยได้


AI กำลังเปลี่ยนความต้องการของภาคการผลิต

เมื่อพูดถึง AI หลายคนมักนึกถึงบริษัทอย่าง NVIDIA หรือ TSMC แต่ความจริงแล้ว กระแส AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตชิปขั้นสูงเท่านั้น


AI ทุกระบบต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์, อุปกรณ์เครือข่าย, ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, งานวิศวกรรม, การก่อสร้าง, ระบบใยแก้วนำแสง (Fiber Connectivity) และระบบสาธารณูปโภคที่มีเสถียรภาพ


พูดอีกอย่างคือ AI กำลังสร้างความต้องการใหม่ให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น


ซึ่งนี่อาจเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เพราะประเทศมีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์, นิคมอุตสาหกรรม, ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพร้อมรองรับการลงทุนด้านการผลิตขนาดใหญ่


ช่วงที่ผ่านมาไทยได้เห็นเม็ดเงินลงทุนกำลังไหลเข้ามากขึ้น

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลและศูนย์รับฝากข้อมูล (Data Hosting) จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวม 96,880 ล้านบาท จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ โดย BOI ระบุว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย และสนับสนุนเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลของอาเซียน


ในขณะที่ภาพรวมยิ่งน่าสนใจมากกว่าเดิม โดยตลอดปี 2568 BOI ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนในโครงการ Data Center จำนวน 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 728,000 ล้านบาท สะท้อนความต้องการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและนักลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


สำนักข่าว Reuters ยังรายงานด้วยว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งได้ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Google ที่เดินหน้าลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเปิดให้บริการ Google Cloud Region แห่งแรกในประเทศไทยแล้ว, Amazon Web Services (AWS) ที่ประกาศแผนลงทุนระยะยาวมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์, Microsoft ที่เปิดโครงการศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในประเทศไทย รวมถึง ByteDance ที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูล


เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจ AI ของโลก


มุมมองจากนักวิเคราะห์หลายสำนักก็ให้ภาพที่สอดคล้องกัน

ยกตัวอย่างเช่น Krungsri Research ที่ได้รายงานไว้ในบทความ “โอกาสและความท้าทายดาต้าเซ็นเตอร์ไทยในอาเซียน” เมื่อเดือนมีนาคม ว่าอุตสาหกรรม Data Center ในอาเซียนมีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการเร่งใช้ AI การประมวลผลแบบคลาวด์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล


รายงานกล่าวด้วยว่า ไทยมีข้อได้เปรียบจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ, ฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง, นโยบายส่งเสริมการลงทุน รวมถึงยังมีพื้นที่รองรับการขยาย Data Center มากกว่าตลาดที่เติบโตเต็มที่แล้วอย่างสิงคโปร์


อย่างไรก็ตาม Krungsri Research ยังเตือนว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน, การเชื่อมต่อโครงข่ายดิจิทัล และบุคลากรที่มีทักษะ หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โอกาสของประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่กี่โครงการ แต่ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของ AI ในภูมิภาค


ความท้าทายยังคงอยู่

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนไม่ได้หมายความว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยจะหมดไป นอกจากนี้ การแข่งขันจากมาเลเซียและเวียดนาม ยังเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะมาเลเซียที่กำลังดึงดูดการลงทุนในศูนย์ข้อมูลได้ค่อนข้างดี และเวียดนามที่ได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน


อีกหนึ่งโจทย์คือ พลังงาน เพราะ Data Center ใช้ไฟฟ้าและน้ำมหาศาล ทำให้ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า, การอนุมัติโครงการ และพลังงานหมุนเวียน จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต


สรุป

แม้อาจยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าไทยจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้าน AI ของเอเชีย แต่เม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา กำลังสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มมองประเทศไทยในมุมใหม่


จากประเทศที่เคยถูกตั้งคำถามว่า “กำลังตามหลัง” เพื่อนบ้าน วันนี้ไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของอาเซียน


ที่มา: Reuters, Krungsri Research, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
เมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
เมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us