การตัดสินใจครั้งสำคัญกับ New Health Standard
การตัดสินใจเลือกประกันสุขภาพสักกรมธรรม์ คงเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าหนักใจพอสมควร เพราะเราต้องมั่นใจว่าประกันสุขภาพที่ซื้อไปนั้น จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลไปจนถึงช่วงชีวิตหลังเกษียณที่เป็นช่วงซึ่งเรามีโอกาสเจ็บป่วยบ่อยครั้งกว่าช่วงวัยทำงาน
ซึ่งล่าสุด คปภ.ได้ออกประกาศให้บริษัทประกันภัยเริ่มใช้สัญญาประกันภัยสุขภาพมาตรฐานใหม่ สำหรับการขายให้ลูกค้ารายใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นมา โดยสาระสำคัญของประกาศนี้ ได้กำหนดผลประโยชน์ เป็นหมวดมาตรฐาน 13 หมวด เพื่อให้ผู้ซื้อกรมธรรม์สามารถเปรียบเทียบผลประโยชน์ของกรมธรรม์แต่ละบริษัทได้ง่าย และเห็นภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้การเปรียบเทียบจะง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ควรทราบก่อนการตัดสินใจซื้อประกันสักฉบับ ให้ครอบคลุมการปกป้องความเสี่ยงด้านการรักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้นทั้งก่อนเกษียณ และหลังเกษียณนั้น ผมขอแนะนำให้พิจารณาโดยเน้นใน 6 ข้อ ดังนี้ครับ
1.วงเงินความคุ้มครอง
วงเงินความคุ้มครองควรสอดคล้องกับค่าใช้จ่าย เช่น กรณีที่เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างโรคมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในประเทศไทย และได้รับการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เพื่อควบคุมเซลล์มะเร็งในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กรณีนี้จะต้องเตรียมวงเงินความคุ้มครองสูงกว่า 8 ล้านบาท นอกจากนี้ ควรเตรียมเงินความคุ้มครองส่วนเพิ่ม เพื่อรองรับนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ในการรักษาในอนาคตด้วย
2.ค่าห้อง
ค่าห้องถือเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายสำคัญ โดยหากต้องการเข้าพักรักษาตัวในห้องเดี่ยวของโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพ จะต้องมีความคุ้มครองค่าห้องสูงกว่า 6,000 บาทต่อคืน เพราะกรณีที่เรามีวงเงินคุ้มครองต่ำกว่าค่าห้องที่ต้องจ่าย จะส่งผลให้เราต้องควักเงินส่วนตัวออกไปจ่ายในส่วนที่เหลือแทน
3.อายุความคุ้มครอง
ด้วยนวัตกรรมการแพทย์ที่ก้าวหน้า ทำให้คนไทยมีโอกาสอายุยืนยาวถึง 100 ปี โดยปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 77 ปี มากกว่าในอดีตที่มีอายุขัยเฉลี่ยน้อยกว่า 60 ปี และในอนาคตอายุขัยเฉลี่ยมีแนวโน้วเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.4 เดือน นั่นทำให้เราต้องคำนึงถึงแบบประกันสุขภาพที่สามารถต่ออายุได้ถึง 99 ปี เพื่อไม่ต้องกังวลกับการไม่มีประกันสุขภาพคุ้มครองตลอดอายุขัย
4.ความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD)
เป็นทางเลือกของความคุ้มครองในแบบประกันสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการการรักษา ซึ่งมีรูปแบบความคุ้มครองเป็นวงเงินต่อปีและแบบเหมาจ่าย อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองในส่วนนี้จะส่งผลต่อให้ค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการจ่ายค่าเบี้ยในแต่ละปีด้วยจำนวนเงินไม่มากนัก อาจเลือกตัดความคุ้มครองส่วนนี้ออก
5.ค่าเสียหายส่วนแรก (ร่วมจ่าย)
สำหรับผู้ที่มีสวัสดิการคุ้มครองค่ารักษาผู้ป่วยในอยู่แล้ว อาจเลือกประกันสุขภาพที่มีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ซึ่งเมื่อเราป่วยอาจใช้เงินสวัสดิการของบริษัทจ่ายในส่วนแรก และหลังจากนั้นประกันสุขภาพก็จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายให้ในส่วนที่เหลือตามวงเงินคุ้มครองที่ทำไว้ วิธีนี้จะช่วยลดค่าเบี้ยรายปีให้ต่ำลง และนำไปเพิ่มความคุ้มครองด้านอื่นได้ แต่ก็อาจไม่สามารถเลือกซื้อความคุ้มครองผู้ป่วยนอกและทันตกรรมเพิ่มเติมได้ในบางแบบประกัน
6.ค่าเบี้ยประกัน
ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะปรับเพิ่มตามอายุที่มากขึ้น ดังนั้น ค่าเบี้ยในช่วงหลังเกษียณอายุจึงเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อกรมธรรม์ควรรับทราบก่อนตัดสินใจทำประกัน และควรวางแผนการเงินสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณ ให้ครอบคลุมค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ การเลือกแบบประกันคงไม่มีแบบใดที่เหมาะสมกับทุกคน เนื่องด้วยข้อจำกัดและความต้องการส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ดังนั้น หวังว่าแนวทางการเลือกแบบประกันนี้จะมีส่วนช่วยตัดสินใจเลือกแบบประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกท่านได้ ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลายจากการเข้ารับการรักษาโรค หากต้องการคำปรึกษาด้านการทำประกันที่เหมาะสมกับตัวเอง รวมถึงเลือกซื้อประกันตัวท็อปแบบไม่จำกัดค่าย สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ โทร 02-633-6060 หรือสามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ [email protected] ครับ

