BLC รุกหนักครึ่งปีหลัง 69 เล็งส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ 15 SKUs บุกตลาดเต็มสูบ

บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประเมินอุตสาหกรรมยาไทยช่วงปี 2568-2570 เติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี โดยมีโมเมนตัมโดดเด่นในครึ่งปีหลัง 2569 จากแรงหนุนของสังคมสูงวัย กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และกระแสดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่รวม 15 รายการ (SKUs) ปูพรมยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง พร้อมวางระบบบริหารซัพพลายเชนและต้นทุนวัตถุดิบตัวยาสำคัญ (API) รับมือความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ มั่นใจหนุนรายได้รวมปี 2569 เติบโตตามเป้า


ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยาของประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2568-2570 มูลค่าตลาดยาในประเทศจะเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ซึ่งโครงสร้างอุตสาหกรรมราว 90% เป็นการผลิตยาสามัญ (Generic Drug) เพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และมีช่องทางกระจายยาผ่านโรงพยาบาลคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของมูลค่าทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความก้าวหน้าของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น


สำหรับปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อการเติบโตในครึ่งปีหลังของปี 2569 มาจากการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการยาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และข้อเสื่อม ประกอบกับการขยายตัวของงบประมาณด้านสาธารณสุขผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ การเติบโตของตลาดยาเฉพาะทาง (Specialty Drugs) ทั้งยารักษามะเร็ง โรคภูมิคุ้มกัน โรคหายาก และชีววัตถุ (Biologics) ที่มีมูลค่าต่อหน่วยสูง รวมถึงกระแสรักสุขภาพที่ส่งผลดีต่อกลุ่มยาที่ซื้อได้เอง (OTC) วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การขยายช่องทางดิจิทัล เช่น Telemedicine และ Online Pharmacy ตลอดจน Medical Tourism และนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการผลิตยาภายในประเทศ


ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BLC กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ มีแผนทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องรวม 15 รายการ (SKUs) ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ 1 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร 4 รายการ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 4 รายการ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 6 รายการ โดยไฮไลต์สำคัญคือยาสามัญใหม่ ซึ่งเตรียมวางจำหน่ายในไตรมาส 4 ของปีนี้ สอดรับกับแนวโน้มความต้องการยาในกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ มั่นใจว่าการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในหลากหลายกลุ่มจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้รวมปี 2569 ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้


อย่างไรก็ตาม ด้านการบริหารความเสี่ยง แม้สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ BLC ได้วางระบบบริหารจัดการการจัดหาวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการดำเนินงานตามช่วงของคำสั่งซื้อ ทั้งคำสั่งซื้อที่ดำเนินการแล้วซึ่งทยอยรับมอบอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพของต้นทุนและระดับสินค้าคงคลัง และคำสั่งซื้อที่อยู่ระหว่างการส่งมอบที่ยังเป็นไปตามแผน พร้อมติดตามสถานการณ์ด้านราคาและความพร้อมของสินค้าอย่างใกล้ชิด สำหรับวัตถุดิบกลุ่ม API ที่นำเข้าหลักจากประเทศจีนและอินเดีย แม้เส้นทางการขนส่งจะไม่ได้ผ่านพื้นที่ขัดแย้งโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าระวางขนส่ง ค่าประกันภัย และบรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติก อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้เริ่มเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Packaging) ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิที่ไม่สัมผัสผลิตภัณฑ์โดยตรง อาทิ การเปลี่ยนมาใช้กระดาษที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล และการเคลือบผิวด้วยสารที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายแทนพลาสติกหรือสารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้าน ESG อย่างเป็นรูปธรรม


ด้านการกระจายสินค้า บริษัทฯ ได้มอบหมายให้ Zuellig Pharma ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเข้ามาดูแลช่องทางจำหน่ายผ่านโรงพยาบาลทั้งหมด ขณะที่ช่องทางร้านขายยาจะจัดส่งร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้การส่งมอบสินค้าดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด ส่วนปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยน การที่เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลบวกเล็กน้อยต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนที่อ้างอิงสกุลเงิน USD โดยบริษัทฯ มีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพิจารณาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อควบคุมผลกระทบต่อต้นทุนให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้


สำหรับแนวทางรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในภาวะที่ต้นทุนรอบด้านปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ปรับพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ โดยเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนจากต้นทุนทางการเงินในปีที่ผ่านมาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 41.9% จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและการทยอยชำระคืนเงินกู้ยืม


“แม้อุตสาหกรรมยาไทยจะอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายเชิงโครงสร้าง แต่เราเชื่อมั่นว่าด้วยจุดแข็งด้านงานวิจัยและพัฒนา การบริหารห่วงโซ่อุปทานที่รัดกุม และการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้รายได้รวมของ BLC ในปี 2569 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” ภก.สุวิทย์ กล่าว