ธุรกิจครอบครัวกับบทบาทในการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย

ธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสูงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยปัจจุบัน 80% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีขนาดกลางและขนาดย่อม และเมื่อศึกษาบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” (family business) จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567  จำนวน 852 บริษัท พบว่า

- 575 บริษัท จาก 852 บริษัท หรือ 67% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่ทำการศึกษา จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” ซึ่งบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมคิดเป็น 50% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด


- บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวกระจายตัวในเกือบทุกหมวดธุรกิจ
ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดพาณิชย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ และในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (กลุ่มบริการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม)


- ธุรกิจครอบครัวใช้กลไกตลาดหุ้นไทยในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า 76% ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าซื้อขายในช่วงปี 2559 ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2567 เป็นธุรกิจครอบครัว

o ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2566) มีบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจำนวน 188 บริษัท จากบริษัทจดทะเบียนที่ทำ IPO ทั้งหมด 248 บริษัท

o  ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าระดมทุนรวมสูงกว่า 344,459 ล้านบาท หรือคิดเป็น 61% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด

o บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวกลุ่มนี้ระดมทุนเพิ่มเติมผ่านการระดมทุนในตลาดรอง โดย 71 บริษัท  ระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดรอง 329 ครั้ง มีมูลค่าระดมทุนรวม 70,187 ล้านบาท


- บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยพบว่า ในปี 2566 บริษัทกลุ่มนี้มีรายได้รวมสูงถึง 8.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 46.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้จ่ายภาษีนิติบุคคลรวมสูงกว่า 106,287 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.1% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2566


- บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานในประเทศ โดยในปี 2566 บริษัท จดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 561 บริษัท มีการจ้างพนักงานรวมสูงถึง 1.35 ล้านคน  เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่า 75% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดที่มีการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ


"富不过三代" (fù bù guò sān dài) หรือ “ความมั่งคั่งไม่เกิน 3 รุ่น” เป็นสำนวนสุภาษิตจีนที่สะท้อนความเชื่อของชาวจีนเพื่อเตือนใจสมาชิกครอบครัวว่า ทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นในรุ่นแรกของครอบครัวนั้น มักจะไม่สามารถคงอยู่หรือเจริญรุ่งเรืองได้เกินรุ่นที่สาม เนื่องจากปัจจัยหลายประการที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความสูญเสียในทรัพย์สินของครอบครัว อาทิ ประสิทธิภาพในการบริหารทรัพย์สินลดลง ความขัดแย้งภายในครอบครัว หรือการสูญเสียค่านิยมหรือความสามัคคีของสมาชิกของครอบครัว เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายของทุกธุรกิจครอบครัวในการรักษาและสืบทอดความมั่งคั่งและทรัพย์สินของตระกูลให้สามารถคงอยู่ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Professor John A. Davis ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจครอบครัว (family enterprise portfolio programs) ที่ MIT Sloan School of Management และเป็นผู้ที่ยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นปรมาจารย์ในด้านธุรกิจครอบครัวและความมั่งคั่งของครอบครัว[1] ที่เปิดเผยว่า บริษัทก่อตั้งใหม่ในสหรัฐอเมริกามีอายุดำเนินกิจการค่อนข้างสั้น บริษัทหรือธุรกิจที่จัดตั้งใหม่ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 50% จะยุบกิจการภายใน 5 ปีแรก ขณะที่อีก 15% จะอยู่รอดถึง 10 ปี และจะเหลือเพียง 16% เท่านั้นที่จะสามารถอยู่รอดและดำเนินกิจการต่อเนื่องจากในชั่วหนึ่งอายุคน และในรายงานดังกล่าวยังระบุว่า สำหรับบริษัทที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจะมีอายุยืนยาวกว่าบริษัทที่ไม่ได้เป็นธุรกิจครอบครัว โดยบริษัทที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจะมีอายุยาวกว่าประมาณ 2 เท่า


สำหรับประเทศไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยในงานเปิดโครงการ Family Business Thailand เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 ที่ผ่านมาว่า ในปัจจุบัน 80% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีขนาดกลางและขนาดย่อม[2] ขณะที่ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย พบว่า ธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เริ่มต้นรุ่นแรก หรือ Generation 1 ที่เริ่มทำธุรกิจขนาดกลางและเล็ก บางบริษัทเริ่มประกอบธุรกิจจากร้านขายเมล็ดพันธ์พืชผัก บางบริษัทเริ่มต้นจากร้านขายของเบ็ดเตล็ดที่นำเข้าจากต่างประเทศ บางบริษัทเริ่มต้นโรงเหล้าโรงเบียร์ บางบริษัทเริ่มร้านวัสดุก่อสร้าง บางบริษัทเริ่มต้นจากร้านขายยา เป็นต้น และมีการก่อร่างสร้างตัวขยายธุรกิจจากเงินทุนส่วนตัว เงินทุนสมาชิกครอบครัวหรือเครือญาติ และสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และใช้กลไกการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยเพื่อขยายกิจการขนานใหญ่และมีการส่งต่อกิจการมายังรุ่นถัดๆ มา (รุ่น 2 - 3 - 4 ตามลำดับ) ขณะที่มีข้อสังเกตว่า ธุรกิจครอบครัวที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังๆ ที่เป็นธุรกิจที่ก่อตั้งมาไม่นาน ดำเนินการโดยรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ในธุรกิจใหม่ๆ  และมีลักษณะกลุ่มเพื่อน เพื่อนร่วมงาน มากกว่า 2 ตระกูล ที่จับมือกันทำธุรกิจ

[1] https://johndavis.com/explaining-family-business-success-survival/

[2] https://www.prachachat.net/economy/news-1536895?__cf_chl_tk=qGHx7W8Qsbb5oTJPnO3X7D7zxOfdXaFPMY6Dp6K_PvY-1721963660-0.0.1.1-8788


67% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด คิดเป็น 50% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (total market capitalization) โดยกระจายตัวในทั้ง SET และ mai และในเกือบทุกหมวดธุรกิจ

ในการศึกษานี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว (Family Business) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) จากข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทที่มีการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2567[3] จำนวน 852 บริษัท ซึ่งพบว่า 575 บริษัท หรือ 67% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยจัดเป็น ธุรกิจครอบครัวตามคำนิยามธุรกิจครอบครัวในการศึกษานี้[4] (ภาพที่ 1) โดยบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 50% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (total market capitalization)

[3]   พิจารณาตามรายชื่อบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 จากข้อมูลจากการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดของบริษัทจดทะเบียน ในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2567 ที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยในหมวดรายชื่อผู้ถือหุ้นใน SETSMART

[4]   ปรับเพิ่มคำนิยาม เนื่องจากในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลพบว่า มีมากกว่า 1 ตระกูลที่ก่อตั้งธุรกิจและยังคงดำเนินธุรกิจร่วมกัน ซึ่งมีทั้งลักษณะเครือญาติ และเพื่อนร่วมงาน และนับรวมการเชื่อมโยงจากการแต่งงานกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับฐานข้อมูลธุรกิจครอบครัวปี 2566 และผู้วิจัยใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการรวบรวมข้อมูลการถือครองหุ้นของตระกูลผ่านบริษัท ทำให้มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากที่เคยนำเสนอใน SET Note ฉบับที่ 14/2566 เรื่อง ธุรกิจครอบครัว (family business) ในตลาดหุ้นไทย: บทบาทและการเติบโต


ภาพที่
1 นิยามของธุรกิจครอบครัวสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

(ที่มา: SET Research ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)


บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่จดทะเบียนซื้อขายใน SET และมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่และเล็ก และมีส่วนสำคัญในการเป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

จากคำนิยามของธุรกิจครอบครัวที่พิจารณาทั้งในกรณีที่สมาชิกของครอบครัวมีการถือครองหุ้น (Family Member) และในกรณีที่สมาชิกครอบครัวถือครองหุ้นผ่านบริษัทหรือนิติบุคคลในรูปแบบต่างๆ อาทิ ห้างหุ้นส่วน บริษัท บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด เป็นต้น (Family Firm) พบว่า 438 บริษัท หรือ 76% ถือเป็นธุรกิจครอบครัวแบบ Family Member และอีก 137 บริษัท หรือ 24% ถือเป็นธุรกิจครอบครัวแบบ Family Firm ตามตารางที่ 1 และพบว่า 72% ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวทั้งหมดเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ซื้อขายใน SET และอีก 28% เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ซื้อขายใน mai ตามตารางที่ 2


ตารางที่
1 จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้น จำแนกตามตลาดและประเภท Family Business (หน่วย: บริษัท)


ตารางที่
2 จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้น จำแนกตามตลาดและดัชนี[5] (หน่วย: บริษัท)


[5]
 รายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีสำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ที่ประกาศล่าสุดของแต่ละดัชนี (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2567) โดย SET51-100 คือ หลักทรัพย์ในองค์ประกอบ SET100 ที่ไม่ได้เป็นองค์ประกอบ SET50


ตารางที่
3 จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้น จำแนกตามตลาดและขนาดหลักทรัพย์[6] (หน่วย: บริษัท)

[6] รายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีสำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ที่ประกาศล่าสุดของแต่ละดัชนี (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2567) โดย SET51-100 คือ หลักทรัพย์ในองค์ประกอบ SET100 ที่ไม่ได้เป็นองค์ประกอบ SET50


ตารางที่
4 จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้น จำแนกตามองค์ประกอบดัชนี [7] (หน่วย: บริษัท)


[7]
 รายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีสำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ที่ประกาศล่าสุดของแต่ละดัชนี (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2567)



และหากพิจารณาตามรายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ ตามตารางที่ 3 และตารางที่ 4 พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวอยู่ในทุกดัชนี และจำนวนบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนสูงกว่า 50% ของทุกดัชนี


บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวกระจายตัวอยู่ในเกือบทุกหมวดธุรกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดพาณิชย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ และในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (กลุ่มบริการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม)


บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่พัฒนามาจากธุรกิจดั้งเดิมของตระกูลหรือเป็นธุรกิจจัดตั้งใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจและกระจายตัวอยู่ในเกือบทุกหมวดธุรกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดพาณิชย์ และในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (กลุ่มบริการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ตามตารางที่ 5


ตารางที่
5 จำนวนบริษัทที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาด (หน่วย: บริษัท)


ตารางที่
5 จำนวนบริษัทที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาด (ต่อ) (หน่วย: บริษัท)

(ที่มา: SET Research ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)


และพบว่าบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเหล่านี้กระจายตัวในเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดพาณิชย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ และใน mai


(โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มบริการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม) ที่มีจำนวนบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก


หากพิจารณาสัดส่วนบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวต่อจำนวนบริษัทจดทะเบียนในแต่ละหมวดธุรกิจ พบว่า มีหลายหมวดธุรกิจที่มีสัดส่วนของจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมากกว่า 80% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในหมวดธุรกิจนั้นๆ ได้แก่ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์  หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดธุรกิจการเกษตร กลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค mai


ธุรกิจครอบครัวใช้กลไกตลาดหุ้นไทยในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า 76% ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าซื้อขายในช่วงปี 2559 ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2567 เป็นธุรกิจครอบครัว

จากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว พบว่า ในช่วง 7 ปี  ที่ผ่านมา (ปี 2560 - 2566)  ตามภาพที่ 2 พบว่า ณ สิ้นปี 2566 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 563 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 8.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 49.5% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (total market Capitalization) โดยเมื่อพิจารณาการเติบโตของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในช่วงปี 2560 - 2566 ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว พบว่า มีอัตราเติบโตเฉลี่ย (Compound Annual Growth Rate) ปีละ 3.8%


ภาพที่
2 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของบริษัทที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว (หน่วย: ล้านบาท)

(ที่มา: SET Research ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)


อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัว จำนวน 575 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมอยู่ที่ 7.9 ล้านล้านบาท ลดลง 8.9% จากสิ้นปี 2566 ที่สำคัญจากการลดลงของราคาหลักทรัพย์ โดยในช่วงเวลาดังกล่าว SET Index ปรับตัวลดลง 8.1% และหากพิจารณาขนาดของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเปรียบเทียบกับตลาด โดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด พบว่า มีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 50.2%


ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย 188 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนครั้งแรกรวมกว่า 344,459 ล้านบาท คิดเป็น 61% ของมูลค่าระดมทุนทั้งหมดในตลาด กล่าวได้ว่า ธุรกิจครอบครัวอาศัยกลไกจากการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อขยายกิจการ

เมื่อพิจารณากิจกรรมการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 - 2566) ตามตารางที่ 6 พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ในตลาดหุ้นไทยรวมทั้งหมด 248 บริษัท โดย 188 บริษัท จากทั้งหมด 248 บริษัทเป็นธุรกิจครอบครัว หรือ 76% ของบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO เป็นธุรกิจครอบครัว หรือ กล่าวอีกทางหนึ่งได้ว่า ธุรกิจครอบครัวอาศัยกลไกจากการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อขยายกิจการ


เมื่อพิจารณามูลค่าการระดมทุนหรือ มูลค่า IPO[8] ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าระดมทุนรวมสูงกว่า 344,459 ล้านบาท หรือคิดเป็น 61% ของมูลค่า IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งมีทิศทางเดียวกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด[9] (Market Cap) ณ วันซื้อขายวันแรกที่มีมูลค่ารวม 1.65 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 62% ของ Market Cap รวมของบริษัทที่ IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

[8] มูลค่าระดมทุน คำนวณจาก หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป และการเสนอขายตามโครงการ ESOP

[9] มูลค่าหลักทรัพย์ คำนวณจาก จำนวนหลักทรัพย์จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ และราคาเสนอขายต่อประชาชนครั้งแรก (IPO)


นอกจากนี้ยังพบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 ธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดย พบว่าในช่วงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 มีบริษัทจดทะเบียนที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO จำนวน 15 บริษัท และพบว่า 12 บริษัทใน 15 บริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว หรือคิดเป็น 80% ของจำนวนบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO มีมูลค่าระดมทุนรวม 6,446 ล้านบาท หรือคิดเป็น 74% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ส่งผลให้ตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษา คือ ในช่วงปี 2559 - มิถุนายน 2567 มีธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO รวม 200 บริษัท จากทั้งหมด 263 บริษัท หรือคิดเป็น 76% ของบริษัททจดทะเบียนทั้งหมดที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO โดยบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเหล่านี้มีมูลค่าระดมทุนรวม 1.67 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61% ของมูลค่า IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

ตารางที่ 6 ข้อมูลการระดมทุนครั้งแรก ที่เกิดขึ้นในปี 2559 - มิถุนายน 2566
จำแนกตาม จำนวนบริษัท มูลค่าระดมทุน และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ สิ้นวันซื้อขายวันแรก


นอกจากนี้ยังพบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 ธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดย พบว่าในช่วงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 มีบริษัทจดทะเบียนที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO จำนวน 15 บริษัท และพบว่า 12 บริษัทใน 15 บริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว หรือคิดเป็น 80% ของจำนวนบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO มีมูลค่าระดมทุนรวม 6,446 ล้านบาท หรือคิดเป็น 74% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ส่งผลให้ตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษา คือ ในช่วงปี 2559 - มิถุนายน 2567 มีธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุน ผ่านกิจกรรม IPO รวม 200 บริษัท จากทั้งหมด 263 บริษัท หรือคิดเป็น 76% ของบริษัททจดทะเบียนทั้งหมดที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO โดยบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเหล่านี้มีมูลค่าระดมทุนรวม 1.67 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61% ของมูลค่า IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว


หลังจากจดทะเบียนระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO และเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2559 - 2566 แล้ว ยังพบว่าในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนกลุ่มดังกล่าวได้ระดมทุนเพิ่มเติมผ่านตลาดรอง โดยพบว่า 71 บริษัททำการระดมทุนผ่านตลาดรอง 329 ครั้ง มีมูลค่าระดมทุนในตลาดรองรวมกว่า 70,000 ล้านบาท

จากที่กล่าวมาข้างต้นนอกจากบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจะระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO และเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยแล้ว จากการศึกษานี้ยังพบว่าบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2559 - 2566 ยังอาศัยกลไกการระดมทุนในตลาดหุ้นเพิ่มเติมผ่านการระดมทุนในตลาดรอง[10] โดย 71 บริษัท (จากทั้งหมด 188 บริษัท) ระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดรอง 329 ครั้ง มีมูลค่าระดมทุนรวม 70,187 ล้านบาท (ภาพที่ 3) ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ สิ้นวันซื้อขายวันแรกรวมกว่า 143,000 ล้านบาท


[10] การระดมทุนในตลาดรอง เป็นการระดมทุนผ่านกิจกรรม 1) การออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering :PO)  2) การออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อบุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP)  3) การออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering: RO) 4) การเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ์ และ 5) การระดมทุนจากกการแปลงสภาพ

ภาพที่
3 มูลค่าการระดมทุนผ่านตลาดรอง (Secondary offering) ในช่วงปี 2559 - 2566
ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO และเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ในช่วงปี 2559 - 2566 (หน่วย: ล้านบาท)

(ที่มา: SET Research ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)


นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่า 56% ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นที่เป็นธุรกิจครอบครัวที่ระดมทุนในตลาดรอง ได้ดำเนินการครั้งแรกในช่วง 2 - 3 ปีแรกที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย


บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยพบว่า ในปี 2566 บริษัทกลุ่มนี้มีรายได้รวมสูงถึง 46.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการจ้างงานในตลาดแรงงาน

จากฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย พบว่า บริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีอายุนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงจนถึงปัจจุบัน[11] มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 36 ปี โดยบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มนี้ที่มีอายุนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีอายุกิจการยาวนานที่สุดนานถึง 148 ปี ซึ่งยาวนานกว่า 3 เท่าของอายุของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

[11] คำนวณจากใช้ปีปัจจุบัน คือ ปี 2567 หักลบด้วยปีที่กิจการก่อตั้ง กรณีบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ เกิดจากการควบรวมกิจการของบริษัทจดทะเบียนเดิม จะนับเริ่มตั้งจากปีก่อตั้งของบริษัทจดทะเบียนเดิม (อายุกิจการอาจน้อยกว่าจรง เนื่องจากยึดตามเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในระบบ SETSMART ซึ่งมีข้อสังเกตว่า บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่รายงานอายุตามสถานะการก่อตั้งบริษัทมหาชน



เมื่อพิจารณาความสามารถในการสร้างรายได้ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยจากรายได้รวม (Total Revenue) ตามภาพที่ 4 พบว่า ในปี 2566 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย 559 บริษัท มีรายได้รวมสูงถึง 8.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 46.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)[12] หรือเฉลี่ย 37.1% ในช่วงปี 2560 - 2566 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ธุรกิจครอบครัวโดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย


[12] ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product at Current Market Prices (Original)) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 (ข้อมูล ณ 28 กรกฎาคม 2567)



และบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีส่วนร่วมการพัฒนาประเทศไทยในฐานะผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกด้วย (ภาพที่ 5) โดยในปี 2566 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจำนวน 559 บริษัท จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมสูงกว่า 106,287 ล้านบาท หรือคิดเป็น 32.2% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยที่จ่ายให้ภาครัฐในปี 2566[13] หรือคิดเป็น 14.1% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2566

[13] ข้อมูลผลจัดเก็บภาษีอากรทั้งประเทศ ปี 2566 พิจารณาเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมดที่กรมสรรพากรจัดเก็บ ซึ่งมีมูลค่ารวม 754,237 ล้านบาท



นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านการจ้างงาน (ภาพที่ 6) โดยในปี 2566 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว จำนวน 561 บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลจำนวนพนักงานใน 56-1 One Report Structure Data โดยมีจำนวนพนักงานรวมสูงถึง 1.35 ล้านคน[14] เพิ่มขึ้น 6.0% จากปี 2565 โดยจำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวนี้ คิดเป็น 8.7% ของจำนวนพนักงานที่เป็นลูกจ้างภาคเอกชนทั้งหมดในปี 2566[15]


หากพิจารณารายอุตสาหกรรม ตามภาพที่ 7 พบว่า จำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่า 75% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดที่มีการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ


โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยกระจายตัวในหลากหลายธุรกิจ และอาศัยกลไกการระดมทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อลดข้อจำกัดของธุรกิจครอบครัวในการจัดหาเงินทุนขนาดใหญ่เพื่อขยายกิจการและเสริมสร้างการเติบโตในอนาคต โดยพบว่านอกจากจะทำการระดมทุนในตลาดแรกผ่านกิจกรรม IPO แล้ว ยังมีการระดมทุนรวมผ่านตลาดรองหลังจากเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทยแล้ว และจากข้อมูลพบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในบทบาทของหน่วยงานสร้างรายได้ ผู้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ภาครัฐ และหน่วยงานกระจายรายได้จากการจ้างงานพนักงาน ดังนั้น “ธุรกิจครอบครัว” อาจเป็นอีกเครื่องยนต์หนึ่งที่ภาครัฐควรให้ความสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัวให้สามารถแข่งขันได้ เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


[14] ข้อมูลจำนวนพนักงาน ปี 2561 - 2565 ใช้ฐานข้อมูลจำนวนพนักงานที่จัดทำโดยฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่รวบรวมจำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทตามที่เปิดเผยในแบบฟอร์ม 56-1, รายงานประจำปี และแบบฟอร์ม 56-1 One Report ขณะที่ข้อมูลจำนวนพนักงาน ปี 2566 ใช้ข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยใน 56-1 One Report Structure Data จาก SETSMART (ข้อมูล ณ 25 มิถุนายน 2567)

[15] จำนวนพนักงานที่เป็นลูกจ้างภาคเอกชนจากฐานข้อมูล “จำนวนผู้มีงานทำ จำแนกตามสถานภาพการทำงาน” ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่รายงานที่ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog Smart Plus)

Most Viewed
Stock of the Day
กรมศุลกากร ทรานส์ฟอร์ม สู่ NEXT DRIVE CUSTOMS สลัดภาพ "บ้านผีสิง" สู่ "Modern House" หนุนมูลค่าการค้าไทยแตะ 27 ล้านล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
“ก.คลัง”...เตรียมเปิดขาย “บอนด์ ออมพลัส” ล็อตแรก 4,000 ล้านบาท ก.ค. นี้
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“กรกฎา-ปีมะเมีย” เกาะเทรนด์ “AI Megatrend”… ชู 2 ธีมเด่น “หุ้นเกาหลีใต้-Semiconductor” ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
โผล่อีกราย! MAJOR จี้ ก.ล.ต. ตรวจสอบ ปมผู้ยื่นแบบ 246-2 อ้างถือหุ้น 9.99% ชี้ข้อมูลไม่สอดคล้องข้อเท็จจริงบริษัท
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลาก่อน 1,600! SET ปิดเช้าดิ่ง 20 จุด รับแรงกดดันกลุ่มเทคฯ ตามภูมิภาค โบรกฯ คาดดัชนีบ่ายมีแนวโน้มซึมลง
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us