อุปทานโลกเตรียมเขย่า...สหรัฐฯ ลุยเก็บภาษีชิป AI 25%
สหรัฐฯ เดินหน้าประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภท
ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เริ่มทยอยประกาศใช้นโยบายภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องทั้งภาษีนำเข้า 10% จากสินค้าทุกประเทศ (Universal tariffs) และภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ซึ่งรวมไปถึงการออกประกาศมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า (Specific tariffs) ภายใต้มาตรา 232 ที่มีสินค้าบางรายการที่ไทยถูกเรียกเก็บไปแล้ว เช่น สินค้ากลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนฯ, สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟฟ้ากำลังที่มีส่วนประกอบของเหล็ก นอกจากนี้ ยังมีสินค้าบางรายการที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพื่อเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในปีนี้ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญบางชนิด เครื่องบินพาณิชย์ เป็นต้น และยังคงมีสินค้าไฮเทคบางรายการ เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, อุปกรณ์สื่อสาร และแผงวงจรไฟฟ้า ที่ยังถูกยกเว้นภาษีเป็น 0% ชั่วคราว เพื่อรอการพิจารณาเก็บภาษีเฉพาะสินค้าเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า (รูปที่ 1)
รูปที่ 1 : สหรัฐฯ ทยอยเรียกเก็บ Specific tariffs มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป ขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ White house, U.S. Customs and Border Protection และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
โดยล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 (Section 232) จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย และมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026 การปรับขึ้นภาษีชิปครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่การเก็บภาษีนำเข้าฮาร์ดแวร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปโดยเฉพาะชิปขั้นสูงจากต่างประเทศ ในระยะแรกของการปรับขึ้นภาษีตามประกาศดังกล่าว จะส่งผลให้สินค้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ในหมวด HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 ซึ่งจะถูกจัดเก็บภาษีเฉพาะในกลุ่มชิปขั้นสูงที่เข้าเกณฑ์ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงเท่านั้น[1] คือ 1) ค่า TPP ระหว่าง 14,000 - 17,500 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 4,500 - 5,000 GB/s 2) ค่า TPP ระหว่าง 20,800 - 21,100 และ DRAM Bandwidth ระหว่าง 5,800 - 6,200 GB/s เท่านั้น เช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณีสำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น กลุ่มที่มีการนำไปใช้ใน U.S. Data Centers, R&D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น (รูปที่ 2)
รูปที่ 2 : การเก็บภาษีชิปขั้นสูงครอบคลุมสินค้าในพิกัด 8471.50, 8471.80 และ 8473.30 โดยแบ่งออกตามเกณฑ์เทคนิคและการใช้งาน

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ U.S. Customs and Border Protection และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลก
แม้ผู้ออกแบบชิปขั้นสูงหรือชิป AI ยังคงถูกผูกขาดด้วยผู้เล่นรายใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ อย่าง Nvidia แต่การผลิตชิปขั้นสูงของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในไต้หวันมากกว่า 90% ของการผลิตชิปขั้นสูงทั้งหมด ทำให้สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุด ด้วยเหตุนี้เอง สหรัฐฯ จึงได้ต้องเร่งเดินหน้าปรับขึ้นภาษีชิปและวางแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปในประเทศตามกฎหมาย CHIPS Act โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกสูงขึ้นในระยะข้างหน้า และอาจส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกจากความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาการเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้วยการดึงผู้ผลิตชิปขั้นสูงกลับสู่สหรัฐฯ มากขึ้น
นอกจากนี้ การปรับขึ้นภาษีชิปอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน
1) ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก 1) มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ใน HS CODE 8541 ซึ่งอยู่ในหมวด Chip devices[2] ที่เป็นชิปสำหรับใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกชิปไปตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 67% ของการส่งออกสินค้าชิปทั้งหมดของไทย 2) การส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในหมวด Consumer electronics ที่เป็นสินค้าขั้นปลาย แม้จะตรงตามพิกัดศุลกากรในหมวด HS code 50, 8471.80 และ 8473.30 ที่สหรัฐฯ กำหนด แต่การจัดเก็บภาษียังคงอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกชิปขั้นสูง[3] เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในหมวดที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปไปประเทศคู่ค้าสำคัญ อื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น (รูปที่ 3)
รูปที่ 3 : ในระยะสั้น ไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ รอบใหม่ค่อนข้างจำกัด แม้จะเป็นหมวดสินค้าเดียวกัน แต่เกณฑ์การเก็บภาษียังคงมีเป้าหมายเฉพาะผู้ส่งออกชิปขั้นสูง

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Trade map
2) ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปอาจจะกระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ในช่วงปี 2023-2024 มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&E มากถึง 569,715 ล้านบาท และต่อเนื่องมายัง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่ 181,670 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แผนการดึงฐานการผลิตชิปกลับสหรัฐฯ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปที่สูงขึ้นในครั้งนี้ อาจเป็นแรงกดดันสำคัญให้เกิดความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปโลกและการย้ายฐานไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนที่รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานอาจเป็นการส่งสัญญาณให้ไทยเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ยิ่งไปกว่านั้นเอง จากการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้นและอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยที่อาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น
การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการเริ่มเก็บภาษีเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ อาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีนำเข้าไปยังเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในวงกว้างขึ้นในระยะข้างหน้า โดย SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อให้สามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันและมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานผลิตชิปโลก ในระยะสั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับในระยะยาว แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัดแต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต
เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบและนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า
บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Chip-Tariffs-270126
[1] หลักการคำนวณ TPP (Total Processing Performance) และ DRAM Bandwidth เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์และศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของ "ชิปประมวลผล" เพื่อกำหนดว่าสินค้าใดเข้าข่ายมาตรการควบคุมหรือต้องเสียภาษีนำเข้า
[2] HS CODE 8541 รวมถึง Chip devices หมายถึง ชิปดั้งเดิมสำหรับใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ และส่วนประกอบชิป ซึ่งรวมถึงแผงโซลาร์
[3] HS CODE 8471 สินค้าคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รวมถึงสินค้า Advanced chips /IC หมายถึง แผงวงจรไฟฟ้าและชิปขั้นสูง เช่น ชิป GPU สำหรับ AI และมือถือ ไปจนถึงสินค้าคอมพิวเตอร์ขั้นปลาย (Consumer electronics)
